Jump to content

Background Image

ตำนานลึกลับ ที่โลกเล่าขาน

Started by OuriOuri Muto , Aug 22 2010 01:05 PM

  • Please log in to reply
61 replies to this topic

#21

Pentorho
  • Pentorho
  • Member
  • Members
  • PipPip
  • 15 posts

สนุกดีครับ เอามาลงอีกครับ ชอบๆ :pika10:

#22

OuriOuri Muto
  • muto~~~Lugia
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 972 posts
  • Locationทุกที่ที่มี.....

6. สัตว์ร้ายแห่งเชโวดอง (The Beast of Gevaudan )

Posted Image

เมื่อปี ค.ศ.1764 ที่เมืองเชโวดอง รัฐ Auvergne ซึ่งเป็นย่านภูเขาอยู่ในทางภาคกลางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส เวลานั้นเป็นช่วงที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ครองบัลลังก์อยู่พอดิบ พอดี

จู่ๆ ในเวลานั้นได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่โลก(ไม่)ตะลึงเกิดขึ้น มีสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้ว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่   ออกอาละวาดไล่ฆ่าผู้คนตายไปหลายราย ไม่มีใครรู้เลยว่าเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้มาจากที่ไหนเพราะจู่ๆ มันก็ปรากฏตัวขึ้นมาเหมือนออกจากนรกงั้นแหละ มันทำร้ายมนุษย์และจับสัตว์เลี้ยงไปกินมากมาย ทั้งยังฆ่าผู้คนในเมืองนั้นไปมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและสตรีที่อ่อนแอ
จากสถิติตามคำบอกเล่าเค้าว่าเจ้าอสูรร้ายตัวนี้ได้ปลิดชีพมนุษย์ไปมากกว่า 100 คน และบาดเจ็บอีกว่า 30 คน นับว่ามันน่ากลัวพอสมควรเลย

ส่วนจำนวนของ”สัตว์ร้าย” ตัวนี้มีจำนวนไม่แน่ชัดแต่คาดว่ามันน่าจะมีตัวเดียว และรูปร่างมันมีลักษณะตามคำบอกเล่าของผู้พบเห็น ไม่ตรงกันสักราย แต่ก็พอสรุปว่า

Spoiler


มันเหมือนหมาป่าตัวโตๆ เกือบเท่ากับวัว หัวโตมาก จมูกยาวแหลมและยื่น ขนสีเทา หูสั้นและฟันใหญ่ กรงเล็บขนาดใหญ่แหลมคมและหางยาว ดูเผินๆ แล้วมันก็ดูเหมือนป่าหมาตัวโตๆ ที่โตมาก แต่พิเศษที่ต่างจากหมาป่าทั่วไปคือ เจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้เดินได้ด้วย 2 ขาหลัง !! เหมือนมนุษย์ ไม่มีผิด เคยมีรายงานการพบเห็นที่ว่ามันเดิน 2 ขา และยกแกะไว้ได้ด้วยมือข้างนึง แสดงว่าพละกำลังของมันมีมากกว่าคน (อันหลังน่าจะโม้มากกว่า)

ส่วนมากรายงานการทำสัตว์ร้ายตัวนี้ทำร้ายผู้คนจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในป่าหรือไม่ก็ทางเดินผ่านระหว่างป่า ที่ ผู้คนจำเป็นต้องใช้สัญจรไปมา(สมัยก่อนฝรั่งเศสยังเป็นป่าเขานี่)  จนผู้คนหวาดกลัวไม่กล้าใช้ทางเดินที่ต้องผ่านป่าหรือแม้ แต่เฉียดกรายเข้าไปใกล้

แน่นอนว่าจะต้องมีการล่าตัว “สัตว์ร้าย” นี้เกิดขึ้น โดยพรานจากทั่วทุกสารทิศต่างพากันมายังที่เมืองเชโวดอง เพื่อตามล่ามัน แต่ก็กลับบ้านด้วยมือเปล่าด้วยความผิดหวัง

อองตวน เดอ โบแตร์น (Antoine de Beauterne) เจ้ากรมพรานหลวงและคณะจึงขออาสาล่ามัน แต่ โห! กว่าจะได้ล่ามัน ต้องเดินทางไกลนับสิบกิโล ฝ่าภูมิประเทศที่แสนเลวร้าย อีกทั้งไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านกับเจ้าเมืองอีก จนกระทั้งเขาก็สามารถยิงสัตว์ที่คาดว่าเป็น “สัตว์ร้าย” ได้สำเร็จ ตัวมันทั้งใหญ่และยาวกว่า 1.80 เมตร และเอาซากศพนั้นไปถวายให้พระเจ้าหลุยส์ทอดพระเนตร

แต่แล้ว ธันวาคม 1765 ชาวบ้านที่นั่นก็ถูก “สัตว์ร้าย” กลับมาทำร้ายอีก คาดว่าตัวที่อองตวนฆ่าก่อนหน้านั้นอาจไม่ใช่ “สัตว์ร้าย” ตัวจริง

ปี 1767 ชาวบ้านไม่ไว้ใจพวกราชสำนักอีกแล้ว จึงรวมตัวกันออกล่าเจ้า “สัตว์ร้าย” ตัวนั้น แต่กว่าจะล่ามันได้ ก็รอเป็นเดือนๆ จนกระทั้งวันที่ 19 มิถุนายน “สัตว์ร้าย” ได้โผล่มาใกล้ๆ ลา ซอญ โดแวร์ ใกล้ป่าเตนาเซอเยร นายพรานคนหนึ่งชื่อ ชอง ชาลเตล ที่กำลังอ่านหนังสือพระอยู่ เมื่อเห็นจึงจัดการเป่ามันด้วยปืนคาบสิลา ก่อนที่นำซาก “สัตว์ร้าย” ตัวนั้นไปยังปราสาทเจ้าเมือง ทำการสตั๊ฟและไปถวายพระเจ้าหลุยส์อีกเป็นครั้งที่สอง แต่คราวนี้ซากของมันเกิดการเน่าเพราะสตั๊ฟไว้ไม่ดี รูปร่างก็เปลี่ยนไปมาก พระเจ้าหลุยส์จึงไปฝังเสีย

Spoiler


เป็นอันไม่รู้เลยว่า มันใช่สัตว์ร้ายแห่งเชโวดองจริงหรือไม่? อีกทั้งยังมีผู้คนที่สงสัย อีกว่าตัวที่นาย ชอง ชาลเตล ได้ฆ่าไปแล้วนั้นมันใช่เจ้าเชโวดองหรือเปล่า? เพราะจากรูปร่างลักษณะแล้วไม่ตรงกันกับผู้ที่เคยเห็นสัตว์ร้ายนี่มาก่อน พูดง่ายๆ ก็คือ มันต่างกันนั่นเอง

ไม่รู้ว่ามันคือ “สัตว์ร้าย” ตัวจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา “เจ้าสัตว์ร้าย” ก็ไม่มาอาละวาดให้ผู้คนในเชโวดองอีกแล้ว ตลอดกาล..........

แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ แม้เหตุร้ายจะผ่านไปนานนับศตวรรษแล้ว แต่พวกนักคติชาวบ้านศึกษา และนักสัตว์ลึกลับวิทยา ก็ยังศึกษาว่าแท้จริงแล้ว “สัตว์ร้าย” ตัวนี้มันเป็นตัวอะไรกันแน่ และแล้วข้อสันนิษฐานก็เกิดขึ้นแบบเถียงกันไม่รู้จบ

ตัวอย่าง

ปี 1765 นายเชร์แว ฟรัวซัวมาเญ นักล่าสัตว์แต่ใฝ่ศึกษา ได้รวบรวมข้อมูลและบันทึกไว้ สรุปเองว่า “มันน่าจะเป็นไฮยีน่าที่หลุดออกจากสวน สัตว์ของกัตริย์แห่งวาร์ดิเนีย” (ภายหลังพบว่าไม่มี สวนสัตว์ที่ว่านั้นที่เชโวดอง)

ปี 1936 อาเบล เชวายี นักแต่งนิยายที่เคยเอาเรื่องสัตว์ร้ายเชโวดองไปแต่งนิยายโดยให้ซอง ชาลเตล เป็นพระเอก ให้ความเห็นว่ามันน่าจะเป็นไฮยีน่าโบราณ

เชล เมอร์เก นักคติชาวบ้านวิทยา บอกว่า “มันแค่หมาป่าธรรมดา แต่นิสัยแค่เหมือนไฮยีน่าแค่นี้แหละ)

ปี 1819 ฟรานซ์ ชูเลียง นักสตั๊ฟสัตว์ของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติออกมาอ้างว่าเขาพบซาก “สัตว์ร้าย”ตัวนั้น และทำการตรวจสอบพบว่ามันคือ ไฮยีนาลาย (แต่ไม่มีรูปมายืนยัน)

นอกจากนี้นิยายสัตว์ร้ายแห่งชโวดองนี้ยังได้กลายเป็นบทละครด้วย ในปี 1809 เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า เสนาบดีกังฉินแห่งเชแวนสมคบคิดนายพลช่วยอยากหักหลังเจ้านายตน จึงปล่อยสัตว์ร้ายจากแดนไกลที่เชโวดอง เพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจผิด และรุกขึ้นต่อต้านเจ้านายของนายพล   

แต่ก็นะครับ หลังจากนั้นเป็นต้นมาข่าวคราวและข่าวลือของเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ก็ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา ทิ้งไว้

เครดิต : http://writer.dek-d....76491&chapter=6
Posted Image

#23

Raining
  • ratana123
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 946 posts
  • Locationหน้าจอคอม

ผมชอบแบบ สิ่งมีชีวิตแปลกๆลึกลับๆอยู่แล้ว(แต่รู้เยอะไปก็กลัวนะเนี่ย)
สนุกดีครับ
Posted Image

#24

Loveless Nova
  • LightV
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 1281 posts
  • Location194 ม.3 ต.นาท่อม อ.เมือง พัทลุง

เรื่องลึกลับมากมายยังมีในโลกสินะ

เฮ้อ~ ถ้าโลกนี้มีเรื่องลึกลับเยอะๆ แล้วก็มีความเป็นแฟนตาซีัสักหน่อย โลกนี้ก็คงจะไม่ค่อยน่าเบื่อเนอะ~
ที่ใดมีรักที่นั้นย่อมมีทุกข์ ดังนั้น
ถ้าไม่มีรักก็จะไม่มีทุกข์

#25

OuriOuri Muto
  • muto~~~Lugia
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 972 posts
  • Locationทุกที่ที่มี.....

7. ชูปราคาบรา (El Chupacabra)

Posted Image
               
           เปอร์โตริโก  (Puerto Rico)  ชื่อเต็มคือ เครือรัฐเปอร์โตริโก (Commonwealth of Puerto Rico) เป็นเครือรัฐของสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของสาธารณรัฐโดมินิกันในภูมิภาคแคริบเบียนตะวันออก เฉียงเหนือ เปอร์โตริโกเป็นดินแดนที่เล็กที่สุดของหมู่เกาะแอนทิลลิสใหญ่ มีพื้นที่รวมเกาะเปอร์โตริโก เกาะเล็ก ๆ จำนวนหนึ่ง รวมทั้งกลุ่มเกาะ ได้แก่ โมนา เบียเกส และกูเลบรามีป่าไม้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ชีวิตก็เป็นปกติสุขดีอยู่หรอก จนกระทั้ง.........ในช่วงราวปี ค.ศ.1994-1995 นี้แหละ ชาวบ้านได้รู้ซึ้งเลยละ ว่าพวกเขากำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายที่น่าสยดสยองที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน.....

                มีนาคม 1995 ชาว บ้านที่ตำบลโอโรโดบิส และโมโรบิส แถบภูเชาตอนในของเกาะปอร์โตริโกต้องเผชิญกับสิ่งน่ากลัวที่พวกเขาไม่เคยเห็น มาก่อน เมื่อพวกเขาตื่นขึ้นมาพบว่าแพะแกะของพวกตนนอนตายระเกะระกะเหมือนดั่งว่ามี ใครทำร้ายพวกมัน ทีแรกก็ไม่ได้สนใจ คิดกันว่ามันอาจจะเป็นหมาป่าหรือหมาจิ้งจอก แต่พอสำรวจเจอเข้ากับรอยเจาะ 2 รู ที่เปื้อนไปด้วยรอยเลือดเกรอะกรังขนาดเท่ากับหลอดกาแฟบนตัวสัตว์ทุกตัวที่ นอนตาย ที่สำคัญที่สัตว์ที่ตายเหล่านี้สภาพศพตัวซีดเผือดและมีกลิ่นกำมะถันติดอยู่ แต่ที่น่าแปลกคือไม่มีรอยเลือดอยู่ที่พื้นดินสักหยด แสดงว่าทุกตัวต้องถูกดูดเลือดจนหมดออกร่างไปจนหมด

                  ต่อมาเริ่มพบซากของสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็นแพะ สุนัข ตายในลักษณะเดียวกันนี้มากขึ้น ความกลัวเริ่มเข้าเกาะกุมใจผู้คน ต่างร่ำลือกันต่างๆ นานา ว่าเป็นปีศาจบ้าง แวมไพร์บ้าง แต่ไม่มีใครอธิบายเหตุการณ์นี้ว่ามันเป็นอะไรหรือมันเกิดขึ้นเพราะอะไรจนกระทั้งอีกหกเดือนต่อมา...

มี ชาวบ้านคนหนึ่งเห็นตัวมันในกลางดึกคืนหนึ่ง เขาเล่าว่ามันกำลังเกาะอยู่บนตัวแพะในความมืดและส่วนที่เค้าคาดว่าเป็นส่วน หัวของมันติดอยู่กับลำคอแพะของเขา ด้วยความตกใจเค้าจึงส่งเสียงดังเพื่อไล่มันไป มันหันมามองเค้าแว่บนึงแล้วก็กระโจนเข้าไปยังทางหลังบ้านแล้วก็หายไปในความ มืด ต่อมาตอนเช้าก็ได้มีการชันสูตรซากแพะตัวนั้นไม่มีเลือดเหลืออยู่เลย...... "มันค่อนข้างมืด แล้วก็ไม่ค่อยแน่ใจในรายละเอียดของมันเท่าไหร่ แต่ว่าเห็นเพียงใบหน้าและดวงตากลมโตเท่าไข่ไก่ที่เป็นสีแดง กับเขี้ยวทั้งสองอันที่มุมปาก"

                ในเดือนกันยายนปี 1995 มาเดลีน โตเลนติโน(Miasel Negron) แม่บ้านที่อาศัยอยู่ใน คาโนบานาส ทางตะวันออกของกรุงซานฮวน เมืองหลวงของเกาะและคนอื่นหลายคนได้โอกาสเห็นตัวต้นเหตุมันกำลังดูดเลือดแพะ พอดี........เธอกับชาวบ้านคนอื่นก็ไล่มันไป มันหันมามองเธอแว่บนึงแล้วก็กระโจนเข้าไปยังทางหลังบ้านแล้วก็หายไปในความ มืด ต่อมาตอนเช้าก็ได้มีการชันสูตรซากแพะตัวนั้นไม่มีเลือดเหลืออยู่เลย เธอให้การกับตำรวจว่า "มันสูงประมาณ 3 - 4 ฟุต มีหนังคล้าย ไดโนเสาร์ ดวงตาสีแดงโตของมันฉายประกายจ้าในความมืด เขี้ยวยาวและงอโค้งไปด้านหลัง กำลังทำร้ายพวกแพะอยู่"

                จากนั้นคำว่า ชูปราคาบรา El Chupacabra จึงปรากฏขึ้นมา พวกเขาเรียกชื่อมันแบบตรงๆ โดยเป็นคำในภาษาสเปนแปลว่า ตัวดูดเลือดแพะ ("Goat Sucker"เป็น คำในภาษาอังกฤษแปลว่านกตบยุงชนิดหนึ่ง)....แต่มิได้หมายความว่าเหยื่อของมัน จะเป็นแพะเท่านั้น สัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆ ไม่ว่า เป็ด ไก่ ห่าน หมา แมว กระต่าย หรือวัวก็ยังโดนมันดูดเลือดด้วย ซึ่งยิ งทำให้ชื่อของชูปราคาบราเป็นที่หวาดกลัวสำหรับเจ้าของฟาร์มเลี้ยงสัตว์หรือ ชาวบ้านแถบเปอร์โตริโกในบัดดล...

                เดือนพฤศจิกายน 1995 จอร์จ มาร์ติน นักจานผีวิทยาชื่อดังของเกาะได้เผยแพร่ข่าวนี้ให้ชาวโลกได้รับทราบทาง อินเตอร์เน็ต ชูปาคาบราก็เลยดังไปทั่วโลก คราวนี้ใครต่อใครก็ให้ข่าวเรื่องชูปาคาบรากันยกใหญ่

Luis Guadalupe หนึ่งในผู้ที่พบกล่าวว่า "มันน่าเกลียดมาก และดูเหมือนว่ามันจะบินได้ด้วยซ้ำ และลิ้นมันยาวยังกับลิ้นงู"

Angel Pulido หนึ่งในผู้พบเห็นกล่าวว่า "มันเหมือนค้างคาวตัวใหญ่ที่ดูเหมือนแม่มด"

           พวกนักการเมืองท้องถิ่นเริ่มออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้สอบสวนเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ Jose Soto นายกเทศมนตรีของเมือง เริ่มส่งคณะไปค้นหา มีผู้ร่วมถึง 200 คนตระเวนหาตามไร่ต่างๆ ในตอนกลางคืน เนื่องจากคาดว่าเจ้าสัตว์ตัวนี้อาจจะหลับในตอนกลางวันแต่ออกหากินเวลากลางคืน แต่ก็เหลว  เพราะหุบเขาในเปอโตริโกนั้นซับซ้อนและมีความยาวมาก

ข่าวคราวเรื่องชูปาคาบราออกเล่นวานเหยื่อยังคงมีเข้ามาอยู่เรื่อยๆ จนกระทั้งต้นปี 1996 จึง เริ่มค่อยๆ ชาลงไป อาจเป็นเพราะปีนี้อากาศหนาวผิดปกติ หลายคนจึงคิดว่าเจ้าสัตว์ตัวนี้อาจจะจำศิสหนีหนาวอยู่ในถ้ำที่ไหนสักแห่งบน เทือกเขาเอลยุงเกนั้นก็ได้

สงบได้ไม่กี่วัน ชูปาคาบราก็กลับมาอาละวาดอีก ต้นเดือนมีนาคม 1996 เมื่อฮารูตูโร โรดริเกว ชาวนาในหมู่บ้าน แจ้งว่าไก่ชนที่เขาเลี้ยงไว้ ทั้งตัวผู้แลตัวเมียร่วม 30 ตัว ถูกชูปาคาบราฆ่า ตามตัวและคอหอยของซากไก่มีบาดแผลเป็นรูเล็กๆ และไม่มีรอยเลือดที่เกิดเหตุ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบดูก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นชูปาคาบรา เพียงแต่บอกว่ามันอาจเกิดจากหมาป่าหรือค้างคาวกัดก็เป็นได้

วันที่ 9 มีนาคม เด็กชายโอรีโอ เมนเดซ กำลังสาละวนขุดหลุมเพื่อฝังไก่เขาที่ตายอยู่สนามหลังบ้านนั้น พลันเหลือบไปเห็นตัวอะไรบางอย่างที่รูปร่างแปลกประหลาด สูงราวสี่ฟุต เดินสองขา นัยน์ตาแดง มีเขี้ยวใหญ่ มือมีอุ้งเล็บ ตัวสีเทา เด็กคนนั้นเล่าให้ตำรวจฟังว่า “เจ้าสัตว์หูแหลมตัวนั้นยื่นนิ่งพอสมควรเลยครับ แต่มันไม่ทำร้ายผม และมันก็วิ่งหายไป”

ความ ตายของสัตว์เลี้ยงยังดำเนินต่อไปจนถึงแถบบาร์ริโอ ซูมีเดโร โดยเฉพาะตำบลลา เวกาคาปิญา และ ลา อาราญา พวกสัตว์เลี้ยงหลังบ้าน ไม่ว่าจะเป็น เป็ด ไก่ ห่าน แพะ แกะ หรือแม้แต่วัวก็ล้มตายโดยถูกดูดเลือดจนหมดทุกตัว มีอยู่ที่หนึ่งประตูสังกะสีขนาด 4.8x4.2 ถูกกระชากจนหลุดจากบานพับแสดงว่าเจ้าสัตว์จะต้องมีกำลังมหาศาล

                ฮูลิโอ โลเปซ ยืนยันว่าชูปาคาบรามีพละกำลังมหาศาล “รูป ร่างของกรงกระต่ายของลูกสาวผมออกจากเหลือเชื่อ ท่อเหล็กและลวดตาข่ายถูกฉีกขาด มันเอากระต่ายไปฆ่า และควักหัวใจไส้พุงออกมา พวกหมา ลิงทโมน หรืองู ไม่มีทำเรื่องแบบนี้หรอกครับ”

                เรื่อง ของชูปาคาบราเรื่องแพร่กระจาย และมีข่าวลื่อมากมายเกี่ยวกับตัวมัน บางคนคิดว่าชูปาคาบราเป็นผีดูดเลือดด้วยซ้ำ จะต้องใช้กระสุนเงินฆ่ามันเท่านั้น บางก็ว่าต้องใช้แสงเลเซอร์ฆ่า

                เหตุ ชูปาคาบราอาละวาดฆ่าสัตว์เลี้ยงไม่ได้มีแต่เฉพาะปอร์โตริโกเท่านั้น มันยังลามไปถึงอเมริกา และเม็กซิโกด้านมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 1996 มี รายงานการตายของสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก ที่รัฐซิโนโลอา ฮาลิสโค และเวราครูซ โดยเฉพาะรัฐเวราครูซได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะเพราะรัฐนี้เป็นรัฐที่เลี้ยงแพะมากที่สุด โดยมีรายงานสัตว์เลี้ยงถูกดูดเลือดจนตายที่เมืองตลาลิสโคยัน ลาส ตรานคาส และนาซีคาส

                เหตุการณ์ ในเม็กซิโกเริ่มเลวร้ายยิ่งขึ้นเมื่อมีรายงานว่ามีคนถูกซุปาคาบราทำร้าย ส่วนใหญ่ผู้ถูกทำร้ายจะปรากฏบาดแผลเป็นรูเล็กๆ สองรูตามร่างกาย หรือรอยเล็บ และมีรายงานชูปาคาบราโดนคนยิงแต่ไม่สามารถทำอันตรายแก่ตัวมันได้แล้วมันก็ หนีไปในความมืด

ในปานามา (Panama) ก็มีรายงานลักษณะเดียวกันนี้เช่นกันและคราวนี้หญิงสาวคนหนึ่ง Elizabeth Saaverdra ก็ โดนทำร้ายจากเจ้าสิ่งนี้เช่นกัน บางครั้งก็พบว่าอวัยวะของซากสัตว์นั้นได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีรอยฉีกขาด เหมือนตัดเอาไปด้วยแสงเลเซอร์ ไม่เท่าเฉพาะแต่เพียงเท่านี้ ในบราซิล (Brazil) ก็มีการบันทึกของชูปาคาบราอีก เหมือนกันโดยคราวนี้ไม่ใช่รายงานสัตว์ที่โดยทำร้ายแต่เป็นรายงานการตายของ เจ้า ชูปาคาบรานี้ โดยถูกนักตกปลายิงได้ที่ทะเลสาบ และหนึ่งในนั้นได้ตัดส่วนหัวของมันเก็บไว้และได้นำมาออกในรายการทีวีในเวลา ต่อมา แต่ก็มีข่าวว่ามีคนจับตัว ชูปาคาบราเป็นๆ ไว้ได้แต่ไม่ได้นำมาเผยแพร่ทางโทรทัศน์ เพียงแต่ยอมให้นักสำรวจของอเมริกาตรวจดูได้

เครดิต : http://creatures.ige...mo=3&art=161545

Posted Image

#26

Raining
  • ratana123
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 946 posts
  • Locationหน้าจอคอม

อันนี้ไม่ไหวๆ :pika09:น่ากลัวจริงๆเลย
Posted Image

#27

PTR@AFI
  • peazaa
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 201 posts

ลงเยอะๆชอบๆ
New Target Lock ON SH906I white pearl
愛は流星のようである
กระจกบุปผา~จันทราวาีีรี~มองเห็นแต่มิอาจสัมผัสได้
Anywhere with you~*
เธอกับเขา แหละ รักของฉันเพียงแค่คนเดียว
(●̮̮̮̮̃̃•̃̃) (●̮̮̃•̃)
/█/█ ______I Love You....Never end

#28

คนเสียสติ
  • kuroro-kun
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 684 posts
  • Locationหลังคาแดง

เคยได้ยินเรื่องของชูปราคาบรามานิดๆเหมือนกันแหะ = =
Posted Image
TCเน่าๆอีกหนึ่งใบ - - +
My Blog สถานะ : ดองข้ามชาิติ
"มะเขือXไอติมสุดยอด!!!"

#29

goddric
  • goddric
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 311 posts

ชื่อคุ้นหูอยู่นะครับ

ชูปาคราบลา

#30

OuriOuri Muto
  • muto~~~Lugia
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 972 posts
  • Locationทุกที่ที่มี.....

8.ตำนานตะเกียงฟักทอง หรือ แจ็ก-โอ'-แลนเทิร์น (Jack-o'-lantern)

Posted Image

ตะเกียงฟักทอง หรือ แจ็ก-โอ'-แลนเทิร์น (Jack-o'-lantern) เป็นอุปกรณ์ประดับตกแต่งสถานที่ ซึ่งนิยมใช้ในเทศกาลฮาโลวีน มีลักษณะเป็นผลฟักทองสีส้ม (ไม่นิยมใช้ฟักทองเอเซีย) แกะสลักเป็นรูปหน้าคนในกริยาต่างๆ

โดยมากมักเป็นกริยาแสดงอาการข่มขวัญ หรือโอดครวญ ทั้งนี้ การใช้ตะเกียงฟักทอง เป็นการระลึกถึง jack ชายชาวนาในตำนานที่หาญกล้าต่อกรกับซาตาน

ตำนานของแจ็ก
เรื่องของแจ็กมีการเล่าในตำนานหลายรูปแบบ

ตำนานตะเกียงฟักทองนั้น เป็นเรื่องเล่าโบราณเรื่องหนึ่ง ซึ่งกล่าวถึงที่มาของชายชาวนาจอมเจ้าเล่ห์ชื่อ แจ็ก ในสมัยของเขา ซาตานจะออกตระเวนขอพืชผลจากชาวบ้าน

ซึ่งไม่มีบ้านไหนที่กล้าปฏิเสธ เพราะกลัวต้องคำสาปของซาตานนั่นเอง แต่การขู่เข็ญของซาตานใช้กับแจ็กไม่ได้ เขาไม่กลัวและไม่เคยหยิบยื่นอะไรให้ซาตานเลย

วันหนึ่งซาตานจึงแอบมาสำแดงตนให้แจ็กเห็น หวังจะให้เขาเปลี่ยนใจหันมาเกรงกลัวซาตาน แต่เหตุการณ์กลับเป็นตรงข้าม แจ็กใช้อุบายหลอกล่อจนซาตานติดกับดัก หนีไปไหนไม่ได้

แจ็กไม่ยอมปล่อยซาตานจนกว่ามันจะรับปากว่า เมื่อเขาตายแล้วจะไม่นำวิญญาณเขาลงนรกเด็ดขาด ซาตานไม่มีทางเลือกจึงต้องรับปาก

เมื่อแจ็กเสียชีวิตลงด้วยความเป็นคนชั่วเขาจึงไม่ได้ไปสวรรค์ วิญญาณเขาล่องลอยไปยังปากทางนรก และพบกับซาตานคู่อริเก่าอีกครั้ง ตามสัญญาที่ให้ไว้

ซาตานปล่อยวิญญาณของแจ็กไป พร้อมแสงไฟส่องนำทางให้กับวิญญาณแจ็กที่ต้องเร่ร่อน ไม่มีที่ไปอย่างนั้นตลอดกาล ทุกคืนฮาโลวีนวิญญาณของแจ็กจะระหกระเหินไปในความมืด พร้อมแสงไฟส่องที่ครอบด้วยหัวผักกาด

ต่อมาเมื่อตำนานนี้เข้ามาในอเมริกา ก็มีการเปลี่ยนมาใช้ผลฟักทองแทนจนทุกวันนี้

ตำนานอื่นมีการเล่าว่า แจ็กเป็นคนขี้เกียจและนิสัยไม่ดี พอไปลงนรกแต่นรกไม่ต้องการตัวจึงส่งกลับมาในโลกให้อยู่ในร่างของฟักทอง

(กระทู้นี้ไม่ลึกลับ แต่ เป็นเรื่องเล่า)
:pika01:

เครดิต : http://www.bloggang....oup=46&gblog=46

Posted Image

#31

คนเสียสติ
  • kuroro-kun
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 684 posts
  • Locationหลังคาแดง

8.ตำนานตะเกียงฟักทอง หรือ แจ็ก-โอ'-แลนเทิร์น (Jack-o'-lantern)

Posted Image

ตะเกียงฟักทอง หรือ แจ็ก-โอ'-แลนเทิร์น (Jack-o'-lantern) เป็นอุปกรณ์ประดับตกแต่งสถานที่ ซึ่งนิยมใช้ในเทศกาลฮาโลวีน มีลักษณะเป็นผลฟักทองสีส้ม (ไม่นิยมใช้ฟักทองเอเซีย) แกะสลักเป็นรูปหน้าคนในกริยาต่างๆ

โดยมากมักเป็นกริยาแสดงอาการข่มขวัญ หรือโอดครวญ ทั้งนี้ การใช้ตะเกียงฟักทอง เป็นการระลึกถึง jack ชายชาวนาในตำนานที่หาญกล้าต่อกรกับซาตาน

ตำนานของแจ็ก
เรื่องของแจ็กมีการเล่าในตำนานหลายรูปแบบ

ตำนานตะเกียงฟักทองนั้น เป็นเรื่องเล่าโบราณเรื่องหนึ่ง ซึ่งกล่าวถึงที่มาของชายชาวนาจอมเจ้าเล่ห์ชื่อ แจ็ก ในสมัยของเขา ซาตานจะออกตระเวนขอพืชผลจากชาวบ้าน

ซึ่งไม่มีบ้านไหนที่กล้าปฏิเสธ เพราะกลัวต้องคำสาปของซาตานนั่นเอง แต่การขู่เข็ญของซาตานใช้กับแจ็กไม่ได้ เขาไม่กลัวและไม่เคยหยิบยื่นอะไรให้ซาตานเลย

วันหนึ่งซาตานจึงแอบมาสำแดงตนให้แจ็กเห็น หวังจะให้เขาเปลี่ยนใจหันมาเกรงกลัวซาตาน แต่เหตุการณ์กลับเป็นตรงข้าม แจ็กใช้อุบายหลอกล่อจนซาตานติดกับดัก หนีไปไหนไม่ได้

แจ็กไม่ยอมปล่อยซาตานจนกว่ามันจะรับปากว่า เมื่อเขาตายแล้วจะไม่นำวิญญาณเขาลงนรกเด็ดขาด ซาตานไม่มีทางเลือกจึงต้องรับปาก

เมื่อแจ็กเสียชีวิตลงด้วยความเป็นคนชั่วเขาจึงไม่ได้ไปสวรรค์ วิญญาณเขาล่องลอยไปยังปากทางนรก และพบกับซาตานคู่อริเก่าอีกครั้ง ตามสัญญาที่ให้ไว้

ซาตานปล่อยวิญญาณของแจ็กไป พร้อมแสงไฟส่องนำทางให้กับวิญญาณแจ็กที่ต้องเร่ร่อน ไม่มีที่ไปอย่างนั้นตลอดกาล ทุกคืนฮาโลวีนวิญญาณของแจ็กจะระหกระเหินไปในความมืด พร้อมแสงไฟส่องที่ครอบด้วยหัวผักกาด

ต่อมาเมื่อตำนานนี้เข้ามาในอเมริกา ก็มีการเปลี่ยนมาใช้ผลฟักทองแทนจนทุกวันนี้

ตำนานอื่นมีการเล่าว่า แจ็กเป็นคนขี้เกียจและนิสัยไม่ดี พอไปลงนรกแต่นรกไม่ต้องการตัวจึงส่งกลับมาในโลกให้อยู่ในร่างของฟักทอง

(กระทู้นี้ไม่ลึกลับ แต่ เป็นเรื่องเล่า)
:pika01:

เครดิต : http://www.bloggang....oup=46&gblog=46


เคยอ่านละ

แอบสงสัยมานานเหมือนกันว่า ตำนาน Jack o' Lantern กับ"Will o' Wisp"(กระสือฝรั่ง)ยังไง - -

เพราะเท่าที่อ่านมา ทั้ง2เรื่อง มีที่มาที่ไปคล้ายกันมากๆ จนเกือบจะเป็นเรื่องเดียวกันไปแล้ว = =
Posted Image
TCเน่าๆอีกหนึ่งใบ - - +
My Blog สถานะ : ดองข้ามชาิติ
"มะเขือXไอติมสุดยอด!!!"

#32

OuriOuri Muto
  • muto~~~Lugia
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 972 posts
  • Locationทุกที่ที่มี.....

9.เกาะอีสเตอร์  เกาะแห่งรูปสลักหินยักษ์

Posted Image

                เกาะอีสเตอร์(Easter Island) หรือตามภาษาถิ่นเรียกว่าเกาะราปานุย (Rapa Nui) ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ในการปกครองของประเทศชิลี ซึ่งเกาะห่างจากฝั่งประเทศชิลีกว่า 3,600 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตก เกาะที่ใกล้เกาะอีสเตอร์มากที่สุดอยู่ห่างฝั่งจากถึง 2,000 กิโลเมตร จึงได้ชื่อว่าเป็นสถานที่อันโดดเดี่ยวแห่งหนึ่งของโลก ลักษณะของเกาะมีขนาดเล็ก มีพื้นที่เพียง 160 ตารางกิโลเมตร มีความยาว 25 กิโลเมตร
ประวัติศาสตร์
               ปี ค.ศ.1680 เป็นช่วงที่ชาวเผ่าสองเผ่าที่อยู่บนเกาะ ซึ่งมีชนเผ่าหูสั้น(คาดว่าเป็นพวกที่มาจากเกาะแถบโพลีนีเซีย)กับเผ่าหูยาว (คาดว่ามาจากอเมริกาใต้)ซึ่งอยู่อย่างสงบมาช้านานได้ทะเลาะกันและทำสงคราม กัน ทำให้ป่าเริ่มหมด สภาพดินเริ่มเสื่อมลง เผ่าหูสั้นซึ่งมีประชากรน้อยกว่าแต่กลับชนะเผ่าหูยาว และช่วงที่ทำการรบอยู่นั้น พวกชาวเผ่าหูสั้นก็ได้ทำลายรูปปั้นหินและโคนรูปเกาะสลักเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นได้มีสงครามและความอดอยากเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ในปี ค.ศ.1722 นักเดินชาวดัตช์ได้ เดินทางมาพบใน อาทิตย์อีสเตอร์ ซึ่งเป็นชาวยุโรปกลุ่มแรกที่เข้ามาถึง ได้ค้นพบว่าบนเกาะมีชนเผ่าอาศัยอยู่สองเผ่า และได้ตั้งชื่อเกาะให้ตรงกับวันที่ได้พบคือวันอีสเตอร์
              ในปี ค.ศ. 1770 นักเดินเรือชาวสเปนที่เดินทางมาจากเปรูได้ค้นพบเกาะนี้อีกครั้ง ซึ่งขณะนั้นบนเกาะมีซึ่งมีชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่ มีประชากรราว 3000 คน แต่สี่ปีให้หลังจากนั้น กับต้นเจมส์ คุก ที่เดินทางสำรวจแถบแปซิฟิกครั้งที่สอบ ก็ได้พบเกาะอีสเตอร์ ซึ่งขณะนั้นประชากรบนเกาะเหลืออยู่เพียง 600-700 คน และมีผู้หญิงอยู่เพียง 30 คนเท่านั้น (มีการเล่าต่อกันมาว่าอาจเกิดจากการที่ผู้หญิงและเด็กถูกจับกิน จึงทำให้เด็กกับผู้หญิงลดน้อยลง) ตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 จำนวนประชากรได้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
               ในปี ค.ศ.1862 รัฐบาลเปรูได้กวาดต้อนชาวพื้นเมืองชายประมาณ 1000 คนไปเป็นทาสบนแผ่นดินใหญ่ แต่ไม่กี่เดือนให้หลัง หลังจากทาส 15 คนที่ได้รับการปล่อยตัวเพื่อกลับมาที่เกาะ ก็ได้นำเชื้อไข้ทรพิษกลับ เข้ามาด้วย ทำให้ชาวเกาะซึ่งไม่มีภูมิคุ้มกันได้ติดโรคร้ายไปด้วย ทำให้ประชากรลดลงไปมาก จากการที่ชาวพื้นเมืองไม่ได้บันทึกอะไรไว้เลย สิ่งที่ถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นหลังคือเล่าจากปากต่อปาก ต้นตอของสิ่งต่างๆจึงได้ตายหายไปพร้อมกับชาวพื้นเมืองที่ลดจำนวนลงไปด้วย แม้จะมีข้อความสัญลักษณ์ แต่ก็ไม่สามารถถอดความได้ และยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ว่าชาวเกาะอีสเตอร์ได้อพยบมาจากที่ใด
               ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ประเทศชิลีก็ได้ผนวกเกาะอีสเตอร์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศในปี ค.ศ.1888 หลังจากนั้นประชากรบนเกาะก็เพิ่มขึ้นอีกครั้ง

               รูปสลักหินขนาดยักษ์

Spoiler

               
               ถึงแม้ว่าจะไม่มีรู้ที่มาของชาวพื้นเมืองบนเกาะ แต่ชาวพื้นเมืองก็ได้สร้างรูปสลักยักษ์ขึ้น ซึ่งสร้างจากหินและกากแร่ภูเขาไฟหรือหินบะซอลต์ ซึ่งรูปสลักในยุกแรกจะเป็นรูปสลักคนนั่งคุกเข่าในช่วงประมาณ ค.ศ.380 ในยุคถัดมาเริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1100 จะสลักเป็นรูปที่เรียกว่า โมอาอิ หรือ โมอาย (moai)ซึ่งเป็นที่โดดเด่นทั่วไปบนเกาะ
               ชาว พื้นเมืองของเกาะนี้ มีอารยธรรมและภาษาเป็นของตนเอง ( ราปา นุย ) พวกเขาสืบเชื้อสายมาจากชาวโปลิเนเชี่ยน และดำรงชีพแบบง่ายๆ ตั้งแต่โบราณมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังมีประชากรอยู่เพียงหยิบมือ เรียกได้ว่า แทบไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ตรงนี้แหละ ที่ทำให้ใครต่อใครสงสัยกัน ท่านที่เห็นรูปของโมอายคงจะแปลกใจกันนะ ว่าดีไซน์ รูปร่างใหญ่โต และน้ำหนักขนาดนั้น ลำพังชาวเกาะอีสเตอร์ จะเอาเครื่องไม้เครื่องมือที่ไหนมาสลัก แล้วลากลงมาจากภูเขาไปตั้งทิ้งไว้ที่ชายหาดได้ มีนักวิชาการหลายท่านครับ ที่พยายามอธิบายถึงวิธีการสร้างโมอายเหล่านี้ หลายคนถึงกับลงมือสาธิตด้วยตนเอง ถึงกระนั้นหลายๆคนก็ยังปักใจเชื่ออยู่ดีว่า เจ้ารูปสลักหินนี่ ต้องมี " อะไรๆ " เกี่ยวพันกับอารยธรรมนอกโลกอยู่
               นัก วิชาการหลายคน ถึงกับลงมือขุดค้นเข้าไปในตำนานของชาวเกาะ เพื่อจะหาที่ไปที่มาของโมอาย แต่ก็ไม่ค่อยจะได้เรื่องราวะไรนัก พอถามชาวเกาะที่มีอายุ และมีความทรงจำเกี่ยวกับความเป็นมาของเกาะดู ก็ได้รับคำตอบอย่างเป็นที่น่าพอใจว่า " มันเดินกันลงมาเอง " ฮ่วย…มัน - จะ - เป็น - ไป - ด้าย - ยาง - ง้าย ?
               แน่ ล่ะสิ รูปสลักใหญ่โตขนาดนี้ ใครล่ะจะเชื่อว่าชาวเกาะโบราณ จะใช้แรงงานของพวกเขาขนย้าย ด้วยการลากลงมาเอง อย่าว่าแต่ลากเลยครับ แค่วิธีแกะสลักเนี่ย ก็ลำบากมากแล้ว ขนาดเราเองยังนึกไม่ออกเลยว่า ชาวโพลิเนเชี่ยนเหล่านี้ เค้าเอาอะไรมาสลักหินภูเขาไฟก้อนเบ้อเริ่ม ให้ออกมาเป็นศิลปกรรมหน้าตาประหลาดแบบนี้ได้ ลิ่มหรือ หรือว่าขวานหิน ?
                 
                 อีกอย่างนะ ดีไซน์ของเจ้าโมอาย ดูแปลกและแตกต่างไปจากศิลปกรรม, สิ่ง สักการะทางศาสนา และ วัฒนธรรมของโปลิเนเซี่ยนโดยสิ้นเชิง บนเกาะอีสเตอร์ยังเหลือโมอายที่ทำไม่เสร็จ ทิ้งไว้ตามชายหาดอยู่จำนวนมาก เหมือนกับว่าคนสร้างได้รีบทิ้งถิ่นพำนัก แล้วจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วนซะอย่างนั้น นอกจากนี้บนเกาะอีสเตอร์ยังมีตำนานเก่าแก่ เป็นตำนานของมนุษย์ปักษี ( Birdman ) ที่เชื่อกันว่าเป็นกลุ่มชนที่รอดตายจากทวีปมู เล่าขานต่อๆกันมา
               ต่าง คนก็ต่างใจ นักวิชาการบางคนเริ่มเอนเอียงที่จะเชื่อว่า อารยธรรมบนเกาะอีสเตอร์ มีส่วนเกี่ยวพันกับเอเลี่ยนนอกโลก ในขณะที่บางคนก็พะอืดพะอมที่จะรับฟัง และพยายามหาเหตุผลที่ฟังขึ้นกว่านี้มาอธิบาย

เครดิต : http://creatures.ige...mo=3&art=165185

Posted Image

#33

มีบางคนเคยว่าไว้
  • มีบางคนเคยว่าไว้
  • Advanced Member
  • Administrators
  • 3794 posts

กะว่าจะแอบอ่านเงียบๆ ตลอด

เห็นรีพลายสุดท้าย นึกได้

เครดิตด้วยครับ

[img width=600]https://fbcdn-sphotos-e-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/t1/q71/s720x720/1545608_582052068539477_965417073_n.jpg[/img]


#34

OuriOuri Muto
  • muto~~~Lugia
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 972 posts
  • Locationทุกที่ที่มี.....

10. กระโหลกแก้วปริศนา

Posted Image

                 ตำนานว่าด้วยปริศนาแห่งกะโหลกแก้วเป็นเรื่องที่เล่าลือกันมานานแล้ว และเมื่พิพิธภัณฑ์ มนุษยชาติ แห่งพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษได้มาหัวหนึ่งใน พ.ศ. 2441 หรือเมื่อ 110 ปีก่อน ก็ยิ่งทำให้คำเล่าลือโด่งดังขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใครได้จ้องมองเข้าไปในดวงตาของกะโหลกแก้ว ก็มักอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงพลังอำนาจบางอย่าง พลังที่พนักงานของพิพิธภัณฑ์ไม่ยอมเข้าไปในห้องที่จัดแสดงกะโหลกนี้ในยามค่ำคืน หากไม่เอาผ้าดำปิดดวงตากลวงคู่นั้นไว้เสียก่อน

                ไม่มีใครรู้แน่ว่ากะโหลกแก้วปริศนาขนาดเท่าๆ กับกะโหลกคนจริงๆ นี้มาจากไหน พิพิธภัณฑ์ซื้อมันมาจากร้านขายเครื่องเพชรทิฟฟานี่แห่งนิวยอร์ก ซึ่งไม่ได้ระบุถึงที่มาอันชัดเจน แต่เป็นที่เข้าใจว่ากะโหลกแก้วนี้น่าจะเป็นโบราณวัตถุจากอารยธรรมแอซเท็ค ซึ่งนายทหารบางคนได้มันมาเมื่อครั้งไปร่วมรบที่เม็กซิโก ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19

               ในขณะที่ปริศนาของกะโหลกแก้วแห่งพิพิธภัณฑ์นี้ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ ก็มีการค้นพบกะโหลกแก้วอีกหัวหนึ่งใน   พ.ศ. 2467 เมื่อแอนนา มิทเชลล์-เฮดจ์ส บุตรีบุญธรรมของเฟ็ดเดอริค อัล-เบิร์ท มิทเชลล์-เฮดจ์ส นักผจญภัยและนักสำรวจชื่อดังได้พบมันเข้าโดยบังเอิญ
                                               
Spoiler


                  ตอนนั้นเฟ็ดเดอริคและทีมงานกำลังสำรวจเมืองโบราณลูบานทูมในบริติชฮอนดูรัสแล้วจู่ๆ แอนนาก็พบกะโหลกแก้วเข้าในวันเกิดครบรอบปีที่ 17 ของเธอ ทำให้คนขี้สงสัยบางรายอดค่อนแคะไม่ได้ว่าที่จริงคุณพ่อผู้แสนดีอาจจะพบมาก่อนแล้ว แต่อยากให้ของขวัญวันเกิดสุดเซอร์ไพรส์แก่ลูกสาว ก็เลยแอบเอาไปวางไว้ให้แอนนาได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบ

              แต่ไม่ว่าการพบครั้งแรกจะเป็นอย่างไรก็ตาม กะโหลกแก้วที่เรียกขานกันต่อมาว่ากะโหลกของมิทเชลล์-เฮดจ์สนี้ ก็เป็นหนึ่งในกะโหลกแก้วที่โด่งดังที่สุดในโลก ด้วยความเชื่อที่ว่ามันเป็นมรดกตกทอดมาจากอดีตอันไกลโพ้น จากอารยธรรมขั้นสูงที่สูญสลายไปแล้ว และหากมองดวงตาแก้วปริซึมนี้ให้ดีจะเห็นภาพของอนาคตปรากฏขึ้น

               กะโหลกของมิทเชลล์-เฮดจ์สนี้ทำจากแก้วบริสุทธิ์ ผ่านการขัดเกลาอย่างสมบูรณ์ไม่มีที่ติ สันนิษฐานว่าผู้ที่สร้างขึ้นต้องใช้เวลากว่า 150 ปี จากรุ่นสู่รุ่นกว่าจะเกิดเป็นกะโหลกปริศนาที่มีการประมาณการอายุกันคร่าวๆ ว่าน่าจะเก่าแก่กว่า 3,600 ปี เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ช่วยรักษาเยียวยาความเจ็บป่วย แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะเป็นเครื่องมือกำหนดความตายของผู้ที่กระทำสิ่งไม่เหมาะสม ทำให้กะโหลกนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กะโหลกมรณะ

Spoiler

                 
            นักวิทยาศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์อังกฤษได้ตรวจสอบกะโหลกทั้งสอง และพบว่ามีลักษณะทางสรีรวิทยาร่วมกัน กล่าวคือน่าจะเป็นกะโหลกที่ทำจำลองขึ้นมาจากหัวกะโหลกคนจริงๆ ที่เป็นผู้หญิงคนเดียวกัน เพราะเมื่อถ่ายภาพเชิงซ้อนแล้วพบว่าแนวของกระดูกเข้ากันพอดี หรืออีกนัยหนึ่ง กะโหลกแก้วอันใดอันหนึ่งถูกทำขึ้นมาก่อน แล้วเป็นแบบให้อีกอันหนึ่ง

            กะโหลกแก้วทั้ง 2 ชิ้น ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นพี่น้องกันนี้ นับเป็นกะโหลกแก้วที่ถูกจับตามองที่สุด และถูกนำไปตรวจสอบด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ นานามากที่สุด แต่ก็ยังไม่มีคำตอบอะไรที่ชัดเจนเกี่ยวกับที่มาหรือวัตถุประสงค์ที่มันถูกสร้างขึ้น และหลังจากที่กะโหลกแก้วทั้งสองกลายเป็นของมีชื่อเสียงขึ้นมา ก็มีการประกาศการค้นพบกะโหลกแก้วในลักษณะคล้ายๆ กันอีกเป็น
จำนวนมาก 
           
           แต่ด้วยความเชื่อจากตำนานเก่าแก่ที่กล่าวถึงกะโหลกแก้ว 13 หัว ทำให้ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ไอ้ที่พบกันมากๆ เป็นของจริงหรือของเก๊ และเท่าที่ปรากฏมาหลายหัวก็เป็นของทำเทียมเลียนแบบด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็มีอีกหลายหัวเหมือนกันที่ได้การยอมรับว่าเป็นของเก่าที่มีพลังบางอย่างแฝงอยู่

           กะโหลกแก้วที่มีชื่อเสียงตามมิทเชลล์-เฮดจ์สมาติดๆ คือกะโหลกที่เคยเป็นของลามะทิเบตนามนอร์วู เชน ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากสุสานมายันในกัวเตมาลา ท่านลามะใช้กะโหลกนี้เป็นเครื่องมือในการรักษาผู้ป่วยอย่างได้ผล จนกระทั่งก่อนที่ลามะนอร์วู เชน จะมรณภาพก็ได้มอบกะโหลกนี้ไว้ให้แก่โจแอน พาร์คส์ ชาวเท็กซัส ซึ่งฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านมานานหลายปี หลังจากที่ท่านได้ใช้กะโหลกนี้ช่วยรักษาอาการป่วยลูกสาวของเธอมาแล้ว

           โจแอนซึ่งได้กะโหลกนี้มาใน พ.ศ. 2523 อ้างว่ากะโหลกแก้วสื่อสารกับเธอ และพร่ำบอกว่าเขาชื่อแม็กซ์ และเขามีความสำคัญต่อมนุษยชาติ และแม็กซ์ก็ประกาศศักดาให้เห็นมาแล้วหลายครั้งด้วยการช่วยเหลือผู้คนที่เจ็บป่วย กะโหลกแก้วที่สำคัญอีกหัวหนึ่งชื่อชานารา ซึ่งเป็นของนิค โนเซอริโน ซึ่งไม่เพียงจะมีกะโหลกแก้วในครอบครองเท่านั้น แต่เขายังเป็นผู้ที่ศึกษาอย่างจริงจังจนเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ด้วย

Spoiler
 
               
          นิคได้กะโหลกนี้มาจากการขุดค้นเมืองโบราณที่เม็กซิโก และเมื่อได้มันมา เขาก็เห็นภาพนิมิตว่ากะโหลกตามตำนานมี 13 หัว โดย 12 หัว เป็นบริวารของกะโหลกที่เป็นหัวหน้าใหญ่มีการตั้งทฤษฎีว่ากะโหลกเหล่านี้ไม่ใช่ของแอซเท็คหรือมายันอย่างที่เคยเข้าใจ แต่เป็นสิ่งที่หลงเหลือมาจากแอตแลนตีส อาณาจักรปริศนาที่ยังหาไม่พบ และกะโหลกเหล่านี้ทำหน้าที่ในการบันทึก
ภาพต่างๆ ซึ่งหลายคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของกะโหลกก็อ้างว่าในบางเวลาที่จังหวะและแสงเหมาะๆ ก็เคยเห็นภาพจากกะโหลกแก้วมาแล้ว โดยเฉพาะกะโหลกแก้วของมิทเชลล์-เฮดจ์ส ที่ว่ากันว่ามีคนเห็นภาพยูเอฟโอสะท้อนออกมา

                  มีเสียงเล่าลือว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่กะโหลกที่แท้จริงทั้ง 13 หัว ถูกค้นพบและนำมาไว้ด้วยกันก็จะเห็นภาพของอนาคต แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเรายังไม่สามารถพิสูจน์ความเชื่อนี้ เพราะยังมีเพียงไม่กี่หัวที่สามารถบอกได้ว่าเป็นของแท้ เช่น แม็กซ์และชานารา ซึ่งเคยถูกวิเคราะห์จากนักวิทยาศาสตร์แล้วคิดว่าน่าจะมีอายุราวๆ 5,000 ปี และของมิทเชลล์เฮดจ์สที่เก่าแก่เหมือนกัน ในขณะที่กะโหลกที่เคยโด่งดังมากอีกหัวหนึ่งที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษนั้น เพิ่งจะมีการตรวจสอบซ้ำด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ และผลปรากฏออกมาว่าน่าจะเป็นของที่ทำปลอมขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 นี่เอง ทำเอานักโบราณคดีที่ชอบไปนั่งจ้องตากับกะโหลกหัวนี้เซ็งไปตามๆ กัน
                                                     
Spoiler

 
                    แต่ไม่ว่าอันไหนจะปลอม อันไหนจะจริง มันถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร และทำไม ก็ยังคงเป็นปริศนาที่นักโบราณคดีกุมขมับ เพราะแกะความลับไม่ออกมานานแสนนาน จนภาพยนตร์ดังระดับตำนานอย่าง อินเดียน่า โจนส์ ยอดนักโบราณคดี ที่เคยนำแฟนๆ ทั่วโลกไปผจญภัยค้นหาสมบัติในดินแดนลึกลับมาแล้วถึง 3 ภาค และในภาคล่าสุดนี้พ่อมดแห่งฮอลลีวูด สตีเว่น สปีลเบิร์ก ก็ปิ๊งไอเดีย นำเรื่องของกะโหลกแก้วมาสร้างเป็นตอนใหม่ คือ อินเดียน่า โจนส์ ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า 4 : อาณาจักรกะโหลกแก้ว (Indiana Jones And The Kingdom Of The Crystal Skull) ปลุกกระแสความสนใจในปริศนากะโหลกแก้วให้กลับมาฮือฮากันอีกครั้งหนึ่งในรอบ 110 ปีนี้

          ซึ่งนั่นก็คือการย้ำเตือนว่าแม้จะมีการกล่าวขวัญกันมามากมายนานแสนนาน และบ่อยครั้งสักเพียงใด กะโหลกแก้วยังคงมนต์ขลังแห่งความลี้ลับเหนือการพิสูจน์ที่ไม่มีวันเสื่อมคลายอยู่เช่เดิม

เครดิต : http://www.thaigoodview.com/node/11642


Posted Image

#35

มองตาฉันสิ~
  • corsezar444
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 408 posts

โอะโอน่าสนใจดีแฮะ

ปล . หินขัดขี้ไคลจัง~* หยิบหมวกมาใส่พร้อมเหวี่ยงแส้แล้วกระโดดข้ามเหวไป

ปลล . ถ้าไม่เข้าใจมุก กดเปิด spoiler อันสุดท้าย

#36

OuriOuri Muto
  • muto~~~Lugia
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 972 posts
  • Locationทุกที่ที่มี.....

11.Big foot (ไอ้ตีนโต)

Posted Image

ลักษณะ : อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งเอป รูปร่างสูงใหญ่ หลังตรง มีขนยาวหนา แข็งและแห้ง จุดเด่นคือมีเท้าขนาดใหญ่ มีความยาวของรอยเท้าประมาณ 40 กว่าเซ็นติเมตร ในแคนาดาเรียก "ซาสควาทช์" (Sasquatch) และมีสัตว์ลักษณะคล้ายเคียงกันพบที่เทือกเขาหิมาลัยในเนปาล เรียกเป็นภาษาพื้นเมืองว่า "เยติ" (Yeti) หรือ มนุษย์หิมะ ที่ออสเตรเลียก็มีสัตว์ลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ เรียกว่า "โยวี่" (Yowie) สัตว์ชนิดนี้มีผู้กล่าวอ้างว่าพบเห็นมากมาย ทั่วทุกมุมโลกดังที่ได้กล่าวมา มีรูปร่างและการเคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์ มีน้ำหนักมาก แต่มีความว่องไวรวดเร็ว เมื่ออพบปะกับมนุษย์ก็จะหลบหนีไปอย่างว่องไว เรื่องราวของบิ๊กฟุต นี้ มีทั้งผู้ที่เชื่อและผู้ที่ไม่เชื่อ ผู้ที่เชื่อ สันนิษฐานว่า บิ๊กฟุตเป็นมนุษย์โบราณที่เรียกว่า โฮโมนีแอนเทอร์ดัล ที่ยังหลงเหลือมาจนปัจจุบัน สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อ ก็เชื่อว่าเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมานั่นเอง

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่หมู่บ้านกำปัง มาไว, โกตา ติงจิ คนงานสามคนเห็นสัตว์กึ่งลิงกึ่งมนุษย์จำนวนสามตัว ตัวหนึ่งยังเล็กอยู่ ขณะกำลังขุดบ่อเลี้ยงปลา ไม่นานนักพวกมันก็จากไปโดยทิ้งรอยเท้าและขนไว้ รอยเท้าตัวหนึ่งมีขนาด 45 เซนติเมตร รูปร่างหน้าตาของสัตว์ดังกล่าวจากภาพสเก๊ตช์ตามคำบอกเล่าของผู้พบเห็นคล้ายกับ "ไอ้ตีนโต" (Big Foot) มนุษย์วานรที่พบเห็นในอเมริกาเหนือ

รายงานการเห็นไอ้ตีนโตในป่าทึบของรัฐยะโฮร์มีมาตั้งแต่ปี 1954 แล้ว โดยสองครั้งหลังสุดเกิดขึ้นในปี 1995 และปี 2000 เดือนมกราคม ปี 1995 ชาวบ้านแจ้งว่าพบไอ้ตีนโตในป่าทึบของรัฐยะโฮร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารรวมทั้งผู้เชี่ยวชาญสัตว์ป่าของมาเลเซียระดมพลออกค้นหามันในบริเวณกว้างหลายพันตารางไมล์ แต่ทว่าคว้าน้ำเหลว แต่ก็พบรอยเท้าใหม่ๆ ของมัน

อีกครั้งหนึ่งในเดือนมกราคม ปี 2000 ที่ป่าในรัฐยะโฮร์เช่นกัน เหลียง ฉง เซิน ชายวัย 50 ปี อ้างว่าเห็นไอ้ตีนโตสองตัวขณะกำลังทำงานอยู่ในอยู่สวน เขาเล่าว่า อยู่ห่างจากไอ้ตีนโตเพียง 10 เมตรและทัศนวิสัยก็ดีเยี่ยม ไอ้ตีนโตตัวแรกสูงราว 1.83 เมตร ขนยาวสีดำทั่วตัวรวมทั้งที่ใบหน้าด้วย ตัวที่สองสูงราว 1.52 เมตร ขนสีน้ำตาล

ปัจจุบันประเทศที่มีรายงานการพบเห็นไอ้ตีนโตมากที่สุดคือสหรัฐอเมริกาซึ่งมีเกือบทุกรัฐ ยกเว้นรัฐเดลลาแวร์และฮาวาย นักวิจัยไอ้ตีนโตบอกว่า การพบเห็นไอ้ตีนโตในอเมริกาเหนือมีมานานกว่า 400 ปีแล้ว ชาวอินเดียนแดงในบริติช โคลัมเบีย เรียกมันว่า "Sasquatch" ซึ่งมีความหมายว่า "ลิงยักษ์" รายงานการพบเห็นที่เก่าแก่ที่สุด คือรายงานของเดวิด ทอมสัน พ่อค้าชาวแคนาดาเมื่อปี 1811 เขาพบรอยเท้าประหลาดบนหิมะขนาดยาว 14 นิ้ว กว้าง 8 นิ้ว และมีนิ้วเท้าเพียง 4 นิ้ว

ในขณะที่เรื่องราวของไอ้ตีนโตได้รับความสนใจจากสาธารณชน ก็มีคนเล่นตลกกับเรื่องนี้ ในปี 1967 ชาวอเมริกันก็ได้ฮือฮากันกับภาพไอ้ตีนโตขณะกำลังเดินไปตามร่องลำธารในป่าตอนเหนือของแคลิฟอร์เนียที่ โรเจอร์ แพตเตอร์สัน ถ่ายไว้ได้ด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์ขนาด 16 มิลลิเมตร

ทว่าภายหลังมีผู้จับได้ว่าเป็นเรื่องหลอกลวง ไอ้ตีนโตในภาพคือ ไคลด์ ไรน์เก้ สวมชุดลิงกอริลลาตบตาชาวโลก ต่อมายังพบว่ามีการหลอกลวงด้วยการทำรอยเท้าไอ้ตีนโตขึ้นมาอีกหลายราย และมีรายงานพร้อมภาพถ่ายที่ทำขึ้นคล้ายกับที่แพตเตอร์สันเคยทำออกมามากมาย ทำให้เรื่องราวของไอ้ตีนโตในอเมริกาเหนือขาดความน่าเชื่อถือจากสาธารณชน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันในอเมริกาเหนือก็ยังมีผู้สนใจเรื่องราวของไอ้ตีนโตกันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งนักมานุษยวิทยาหลายๆ คนที่คิดว่ามันเป็นไปได้ ในสหรัฐมีองค์กรศึกษาไอ้ตีนโตเกือบทุกรัฐ และมีทีมค้นหาไอ้ตีนโตกันอย่างเอาจริงเอาจัง

เครดิต : http://www.artsmen.n...thboard&No=5770
     
      2 : หินขัดขี้ไคลจัง~*

Posted Image

#37

bell
  • bell
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 1035 posts

อ้อ big foot เคยได้ยินอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นอ่านการ์ตูนแล้วคนเอาลูกตัวเองไปพักแล้วจะกลับบ้านดันเอาลูก big foot มาแทน อิๆ ฮามากเลย
แต่มันน่าจะมีจริงแฮะ big foot เนี้ย

#38

OuriOuri Muto
  • muto~~~Lugia
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 972 posts
  • Locationทุกที่ที่มี.....

12. Kraken

http://archive.pkbas...557untitled.bmp

ลักษณะ : ญาติสมัยดึกดำบรรพ์ของหมึกยักษ์ Architeuthis เป็นสัตว์ยักษ์ในตำนานที่ชาวทะเลเหนือหวาดกลัว มักเล่าว่าคล้ายหมึกกระดองขนาดยักษ์ โผล่ขึ้นจากน้ำพรวดเดียวก็สูงกว่าเสากระโดงเรือ ชอบโจมตีเรือเดินสมุทรอย่างกระทันหัน โอบหนวดของมันรัดลำเรือเอาไว้ หนวดที่เหลือมันจะรัดลูกเรือจนกระดูกแหลกเหลว บ้างก็รัดเข้ามาป้อนเข้าปากอันน่ากลัว
คราเคนถูกเล่าขานมานานเท่าใดไม่ปรากฏ แต่บันทึกที่เป็นหลักฐานครั้งแรก มาจากนอร์เวย์ เป็นเรื่องราวที่อ้างถึงสิ่งมีชีวิตขนาดเท่าเกาะ ในหนังสือชื่อ "The Natural History of Norway" ที่เขียนโดยบิชอปแห่งเบอร์เก้น Erik Ludvigsen Pontoppidan ท่านได้บรรยายเกี่ยวกับคราเคนเอาไว้ว่า มันเปรียบเสมือนเกาะลอยน้ำขนาดย่อม ลำตัวยาวถึงครึ่งไมล์เรื่องราวในช่วงถัดมาเกี่ยวกับคราเคนก็ค่อยๆ ลดขนาดของมันลงเรื่อยๆ ไม่มหึมาโอฬาร แต่ก็ยังมีขนาดยักษ์
นักชีววิทยาเชื่อว่า ที่แท้เป็นหมึกมหึมาชนิดหนึ่ง อยู่ในทะเลลึก และเมื่อตายจะเป็นซากลอยเกยหาด จนชาวประมงพบเห็นและจินตนาการเพิ่มเติมเกินจริง หมึกมหึมามีขนาดใหญ่จริง แต่ไม่เท่าเรื่องเล่าในตำนาน มีซากตัวอย่างที่ยาวเท่าเรือเร็ว และมีหลักฐานจากซาก วาฬสเปิร์ม ว่าวาฬพยายามกินหมึกชนิดนี้ และต่อสู้กัน

ใน พ.ศ. 1930 มีรายงานการโจมตีเรือของหมึกดังกล่าว นักชีววิทยาและผู้ชำนาญการคาดว่า หมึกมหึมา (Giant Squid) โจมตีเพราะเรือมีลักษณะคล้ายปลาวาฬศัตรูของหมึกจนเข้าใจผิด และจากรายงานของผู้ประสบเหตุอ้างว่า หมึกดังกล่าวมีขนาดมหึมา โดยเฉลี่ยประมาณ 100 ฟุต น้ำหนักประมาณ 2-3 ตัน ส่วนมากเกิดกับเรือเดินทะเลที่ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเท่านั้น

ประสบกรณ์จากผู้พบเห็นตัว เป็นๆ

แล้วขนาดโตเต็มที่ของปลาหมึกยักษ์เหล่านี้ จะเติบโตได้สูงสุดขนาดไหนกันนะ? บางท่านอาจถามในใจอยู่แบบนี้ นักชีววิทยาก็ยังให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ เพราะปัจจุบัน เราก็ยังรู้เรื่องเกี่ยวกับมันน้อยมาก ไม่แน่ว่า ตัวเต็มที่ที่มีอายุเยอะๆของปลาหมึกยักษ์ อาจจะมีขนาดที่ใหญ่โตเกินกว่าจินตนาการของเราก็ได้ ลองมาฟังเรื่องของ A. G. Starkey หนึ่งในลูกเรือเดินสมุทรที่บังเอิญพบเห็นมัน ขณะโดยสารเรือข้ามมหาสมุทรอินเดียดูสิครับ

Spoiler


"มันลอยเทียบขนานมากับลำเรือ" เขากล่าว "ผมไม่แน่ในทีแรกว่า สิ่งผมเห็นนั้นมันคืออะไรกันแน่ มันเรืองแสงได้ครับ คล้ายๆกับสัตว์ประเภทปลาหมึก ตอนนั้นผมตกใจและนึกถึงคำเล่าขานของชาวเรือขึ้นมา ผมลองเดินจากอีกด้านของดาดฟ้าเรือ ไปจนกระทั่งถึงปลายสุดอีกข้างของร่างที่เรืองแสงได้นั้น มันแทบจะสุดลำเรือเลยทีเดียว... ขอบคุณพระเจ้า ที่มันไม่นึกสนุกอยากจะปล้ำกับเรือโดยสารของเราขึ้นมา" A. G. Starkey กล่าวทิ้งท้ายไว้ในที่สุด ครับ.. คงต้องขอบคุณพระเจ้าอย่างที่เขาว่า เพราะลงถ้าตัวของมันยาวแทบจะเท่าลำเรือขนาดนั้นแล้วล่ะก็ เกิดโดนโจมตีขึ้นมา ก็นึกภาพไม่ออกล่ะครับ ว่าบรรดาลูกเรือทั้งหลาย ใครจะมีโอกาสรอดได้บ้าง ก็เรือลำนั้นความยาวตลิดลำตั้งร้อยกว่าฟุต

เครดิต : http://forum.mthai.c...4&post_id=50895

    2  : หินขัดขี้ไคลจัง~*
Posted Image

#39

goddric
  • goddric
  • Advanced Member
  • Members
  • PipPipPip
  • 311 posts

ไม่ได้เข้ามาอ่านซะนาน

อัพไปตั้งหลายเรื่องแน่ะ

#40

boom_the kop05
  • BB_Boom
  • Newbie
  • Members
  • Pip
  • 7 posts
  • Locationอยู่ในใจของคุณไงครับ ^^

ชอบมากครับเอามาลงอีกนะครับ ^^




0 user(s) are reading this topic

0 members, 0 guests, 0 anonymous users