คราเค้นนี่คนล่ะตัวกับ clash of the titan ใช่มั้ยเนี้ย?
Background Image
ตำนานลึกลับ ที่โลกเล่าขาน
Started by
OuriOuri Muto
, Aug 22 2010 01:05 PM
61 replies to this topic
#41
Do not good only behind
- Posted 18 September 2010 - 12:31 AM
#42
13.Werewolf (มนุษย์หมาป่า)

ลักษณะ : บรู้ววววว อิอิ ครับ นี่คงจะเป็นเอกลักษณ์ของเจ้ามนุษย์หมาป่าที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่จะมีใครรู้จักตัวตนที่แท้จริงของมันบ้าง คือมันจะคล้ายมนุษย์ธรรมดาแต่เมื่อถึงคืนพระจันทร์เต็มดวง ก็จะกลับกลายเป็นหมาป่าขนาดใหญ่ เป็นผีจำพวกเดียวกับแวมไพร์และมีพฤติกรรมคล้ายกัน คือ ดื่มกินเลือดและเนื้อของมนุษย์และสัตว์อื่นเป็นอาหาร เป็นความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ของชาวยุโรปในยุคกลาง โดยที่เชื่อว่า บุคคลที่เป็นมนุษย์หมาป่าจะกลายร่างเป็นหมาป่าในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง อาจจะแปลงร่างเป็นหมาป่าทั้งตัวเลยก็ได้ หรือครึ่งคนครึ่งหมาป่า หรือแม้กระทั่งแปลงเป็นสัตว์ป่าชนิดอื่น เช่น หมี เป็นต้น โดยที่วิธีการฆ่ามนุษย์หมาป่าจะคล้าย ๆ กับแวมไพร์ โดยตอกด้วยลิ่ม หรือเผา ที่เห็นบ่อยโดยเฉพาะในภาพยนตร์ก็คือ การยิงด้วยกระสุนที่ทำจากเงินหรือกระสุนผ่านการปลุกเสก มนุษย์หมาป่าก็แพ้แสงแดด และถูกตามล่าเหมือนกับแวมไพร์ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เรื่องมนุษย์หมาป่านั้น แท้จริงแล้วคือ สัญชาตญาณสัตว์ป่าที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ รากศัพท์ที่มาของคำว่า มนุษย์หมาป่านั้น Were เป็นภาษาอังกฤษโบราณที่หมายถึง "มนุษย์" นั่นเอง และความเชื่อเรื่องของมนุษย์ที่กลางร่างเป็นกึ่งคนกึ่งสัตว์ที่มีทั่วทุกมุมโลก
การล่ามนุษย์หมาป่าในอดีต
ในปี ค.ศ.1767 กองกำลังทหารของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 สามารถจัดการกับเจ้าสัตว์ประหลาด ที่มีลักษณะคล้ายกับมนุษยืหมาป่า ได้สำเร็จ หลังจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมือง เลอ เกอวูดอง ทางตอนใต้ของฝรั่งเศษ ได้ร้องเรียนขอความช่วยเหลือ คณะตามล่า ต้องใช้เวลาอยู่หลายปี และย้อนหลังไปในยุคศตวรรษที่ 15 ได้มีการจับกุ่มผู้ที่ฆ่าเหยื่อของตนเองยังอยู่ในร่างของคนธรรมดา แต่นำอวัยวะแขนขาของศพมากัดแทะกินราวกับหมาป่า ซึ่งพวกเขาเหล่านี้บอกว่าทำไปโดยไม่รู้ตัว
ประวัติความเป็นมา
- จะว่าไปแล้วประวัติความเป็นมาของมนุษย์หมาป่า ค่อนข้างจะลึกลับ ซับซ้อน แถมมีหลายข้อมูลจนชักสับสน บ้างก็ว่าเกิดจากการที่ผู้ที่ต้อง เวทมนต์คำสาปจนต้องกลายเป็นมนุษย์หมาป่า บ้างว่าโดนหมาป่าปีศาจ เข้าสิง บ้างก็ว่าสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษ คล้ายกับโรคติดต่อทาง กรรมพันธุ์ คือคนในตระกูลนี้ เมื่อถึงคืนพระจันทร์เต็มดวง จะต้องกลาย ร่างเป็นหมาป่าออกอาละวาด สร้างความอกสั่นขวัญผวาน่าสะพรึงกลัว ส่วนคืนอื่นๆ ก็จะเป็นเหมือนคนปกติทั่วๆไป
- บางตำนานบอกว่า มนุษย์บางคนใช้ตัวยาชนิดหนึ่งชช่วยในการเปลี่ยน แปลงตัวเองให้เป็นมนุษยืหมาป่า ตัวยาสมุนไพรนั้นเรียกว่า สารพลังหมาป่า ( Wolf Spirit ) อันประกอบด้วยไขมันจากเลือดแมวที่ถูกฆ่าใหม่ๆ และฝิ่น ซึ่งสามารถทำให้ผู้ใช้ตัวยาชนิดนี้สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าได้ ในเวลากลางคืนหลังอาทิตย์ตกดินไปแล้ว และกลับคืนร่างสู่มนุษย์ได้ ในเวลากลางวัน
เครดิต : http://manman.212caf...12-24/werewolf/
2 : หินขัดขี้ไคลจัง~*

ลักษณะ : บรู้ววววว อิอิ ครับ นี่คงจะเป็นเอกลักษณ์ของเจ้ามนุษย์หมาป่าที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่จะมีใครรู้จักตัวตนที่แท้จริงของมันบ้าง คือมันจะคล้ายมนุษย์ธรรมดาแต่เมื่อถึงคืนพระจันทร์เต็มดวง ก็จะกลับกลายเป็นหมาป่าขนาดใหญ่ เป็นผีจำพวกเดียวกับแวมไพร์และมีพฤติกรรมคล้ายกัน คือ ดื่มกินเลือดและเนื้อของมนุษย์และสัตว์อื่นเป็นอาหาร เป็นความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ของชาวยุโรปในยุคกลาง โดยที่เชื่อว่า บุคคลที่เป็นมนุษย์หมาป่าจะกลายร่างเป็นหมาป่าในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง อาจจะแปลงร่างเป็นหมาป่าทั้งตัวเลยก็ได้ หรือครึ่งคนครึ่งหมาป่า หรือแม้กระทั่งแปลงเป็นสัตว์ป่าชนิดอื่น เช่น หมี เป็นต้น โดยที่วิธีการฆ่ามนุษย์หมาป่าจะคล้าย ๆ กับแวมไพร์ โดยตอกด้วยลิ่ม หรือเผา ที่เห็นบ่อยโดยเฉพาะในภาพยนตร์ก็คือ การยิงด้วยกระสุนที่ทำจากเงินหรือกระสุนผ่านการปลุกเสก มนุษย์หมาป่าก็แพ้แสงแดด และถูกตามล่าเหมือนกับแวมไพร์ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เรื่องมนุษย์หมาป่านั้น แท้จริงแล้วคือ สัญชาตญาณสัตว์ป่าที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ รากศัพท์ที่มาของคำว่า มนุษย์หมาป่านั้น Were เป็นภาษาอังกฤษโบราณที่หมายถึง "มนุษย์" นั่นเอง และความเชื่อเรื่องของมนุษย์ที่กลางร่างเป็นกึ่งคนกึ่งสัตว์ที่มีทั่วทุกมุมโลก
การล่ามนุษย์หมาป่าในอดีต
ในปี ค.ศ.1767 กองกำลังทหารของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 สามารถจัดการกับเจ้าสัตว์ประหลาด ที่มีลักษณะคล้ายกับมนุษยืหมาป่า ได้สำเร็จ หลังจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมือง เลอ เกอวูดอง ทางตอนใต้ของฝรั่งเศษ ได้ร้องเรียนขอความช่วยเหลือ คณะตามล่า ต้องใช้เวลาอยู่หลายปี และย้อนหลังไปในยุคศตวรรษที่ 15 ได้มีการจับกุ่มผู้ที่ฆ่าเหยื่อของตนเองยังอยู่ในร่างของคนธรรมดา แต่นำอวัยวะแขนขาของศพมากัดแทะกินราวกับหมาป่า ซึ่งพวกเขาเหล่านี้บอกว่าทำไปโดยไม่รู้ตัว
ประวัติความเป็นมา
- จะว่าไปแล้วประวัติความเป็นมาของมนุษย์หมาป่า ค่อนข้างจะลึกลับ ซับซ้อน แถมมีหลายข้อมูลจนชักสับสน บ้างก็ว่าเกิดจากการที่ผู้ที่ต้อง เวทมนต์คำสาปจนต้องกลายเป็นมนุษย์หมาป่า บ้างว่าโดนหมาป่าปีศาจ เข้าสิง บ้างก็ว่าสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษ คล้ายกับโรคติดต่อทาง กรรมพันธุ์ คือคนในตระกูลนี้ เมื่อถึงคืนพระจันทร์เต็มดวง จะต้องกลาย ร่างเป็นหมาป่าออกอาละวาด สร้างความอกสั่นขวัญผวาน่าสะพรึงกลัว ส่วนคืนอื่นๆ ก็จะเป็นเหมือนคนปกติทั่วๆไป
- บางตำนานบอกว่า มนุษย์บางคนใช้ตัวยาชนิดหนึ่งชช่วยในการเปลี่ยน แปลงตัวเองให้เป็นมนุษยืหมาป่า ตัวยาสมุนไพรนั้นเรียกว่า สารพลังหมาป่า ( Wolf Spirit ) อันประกอบด้วยไขมันจากเลือดแมวที่ถูกฆ่าใหม่ๆ และฝิ่น ซึ่งสามารถทำให้ผู้ใช้ตัวยาชนิดนี้สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าได้ ในเวลากลางคืนหลังอาทิตย์ตกดินไปแล้ว และกลับคืนร่างสู่มนุษย์ได้ ในเวลากลางวัน
เครดิต : http://manman.212caf...12-24/werewolf/
2 : หินขัดขี้ไคลจัง~*
- Posted 18 September 2010 - 05:43 PM
#44
14.สโตนเฮนจ์ ( Stonehenge )

สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) เป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางทุ่งราบว้างใหญ่ในบริเวณที่เรียกว่า ที่ราบซัลลิสเบอร์รี่ ในบริเวณตอนใต้ของอังกฤษ ประกอบไปด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันอยู่ในแนวนอน และบางอันก็ถูกวางซ้อนขึ้นไปข้างบน
สโตนเฮนจ์มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะที่เป็นกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบวัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาถึงอายุของมันแล้ว คาดว่ากลุ่มกองหินประหลาดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ในบริเวณที่ราบดังกล่าว ไม่ใช่บริเวณที่จะมีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมด มาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากบริเวณที่เรียกว่า "ทุ่งมาล์โบโร" ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตรเลยทีเดียว
การก่อสร้างสโตนเฮนจจ์นั้นทำสืบเนื่องกันมาถึง 3-4 ระยะในช่วงเวลาประมาณ 1,500 ปี จากยุคหินตอนปลายจนถึงยุคสำริดตอนต้นแต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 1,800-1,400 ปีก่อนคริสต์กาล ซากปรักหักพังที่หลงเหลืออยู่เป็นเพียงเงาของอีตาลอันรุ่นโรจน์ แนวหินกว่าครึ่งได้หักลงบ้าง หายไปบ้าง บางส่วนก็ทับถมกันอยู่ใต้ดิน การก่อสร้างเริ่มขึ้นในราว 2,8000 ปีก่อนคริสต์กาล (ผู้เชี่ยวชาญบางท่านก็ว่าเมื่อ 3,800 ปี) โดยเริ่มจากการขุดร่องวงกลมขนาดใหญ่ 56 หลุมเรียงเป็นวงกลมภายในวงดินนั้น หลุมเหล่านี้เรียกกันว่า หลุมออบรีย์ ตามชื่อจอห์น ออบรีย์ผู้ค้นพบในคริสต์ศตวรรษ 17 ปัจุบันหลุมดังกล่าวลาดทับด้วยปูบซีเมนต์ แต่หินแท่งแรกซึ่งเรียกกันว่าหินฮีล (Heel Stone) ที่ประจำอยู่ปากทางเข้าวงดินยังคงตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม หลุมซึ่งขุดเรียงกันเป็นวงกลมอีกสองวงถัดเข้าไปเรียกกันว่าหลุม Y และหลุม Z
วงหลุมทั้งสองนี้คั่นอยู่ระหว่างวงหลุมออบรีย์ที่เป็นวงนอกและวงแท่งหินขนาดมหึมาตรงใจกลางวงดินสันนิษฐานว่าวงหลุม Y และ Z อาจมีความสำคัญในเชิงดาราศาสตร์ ในราว 2,100 ปีก่อนคริสต์กาล มีการนำหินสีน้ำเงิน (bluestone) 80 ก้อนจากแคว้นเวลส์มาเรียงเป็นวงกลมสองวงซ้อนกันแต่ต่อมามีการนำแท่งหินทรายขนาดใหญ่ 30 แท่ง ที่เรียว่าหินซาร์เซน(sarsen) มาเรียงเป็นวงกลมวงเดียวแทนที่วงหินสี่น้ำเงิน
สองวงวงเดิมภายในวงหินทรายมีหมู่ หินเรียงเป็นรูปกึ่ง ๆ รูปเกือกม้าอีกสองหมู่หมู่ที่อยู่ด้านนอกประกอบด้วยหินทรายก่อเป็นรูปไตรลิธอนห้ากลุ่ม(Trilithon คือกลุ่มหินที่ประกอบด้วยหินสามแท่ง สองแท่งตั้งขึ้นคู่กันและแท่งที่สามวางพาดเป็นคานในแนวนอน) ส่วนเกือกม้าด้านในประกอบด้วยหินสีน้ำเงินขัดแต่ง 19แท่งสถาปัตยกรรมนี้เป็นความสำเร็จอันน่าทึ่งเมื่อคิดดูว่าเครื่องมือขุดดินที่ผู้สร้างในยุคหินใหม่ใช้เป็นเพียงเสียมที่ทำจากเขากวางแดงเท่านั้น ชาวแซกซันเป็นผู้ขนาดนามวงหินเหล่านี้ว่า สโตนเฮนจ์ซึ่งเแปลตรงตัวว่า หินที่แขวนอยู่ (Hanging Stone) ส่วนบันทึกจากสมัยกลางตั้งชื่อวงหินนี้อย่างไพเราะว่า กลุ่มยักษ์เริงระบำ (The Giants Dance)
แม้ว่านักวิชาการส่วนใหญ่จะเห็นพ้องต้องกันว่าสโตนเฮนจ์เป็นสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องลึกลับ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันมีไว้เพื่ออะไร มีการเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ นานา เช่น อินิโก โจนส์ สถาปนิกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เชื่อว่าสโตนเฮนจ์เป็นซากปรักหักพังของวิหารโรมัน แต่คนในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19ยืนยันว่าเป็นวิหารซึ่งพวกลัทธิดรูอิดใช้ประกอบพิธีบูชาพระอาทิตย์และบูชายัญมนุษย์ ความคิดนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ เราะสโตนเฮนจ์นั้นสร้างเสร็จอย่างน้อย 1,000 ปีก่อนลัทธิดังกล่าวจะเฟื่องฟู กระทั่งเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้เองที่เราเริ่มได้ข้อเท็จจริงบ้าง นักโบราณคดี สามารถคำนวณหาอายุ และสรุปเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการก่อสร้างสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น
แต่ข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงก็ยังนับว่าน้อยอยู่มาก หินซาร์เซนที่เรียงเป็นวงด้านนอกแต่ละก้อนสูง 5 ม และหนักประมาณ26 ตัน หินเหล่านี้ชักลากมาจากทุ่งโล่งมาร์ลโบโร ดาวน์ส (Marlborough Downs)ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 32 กม. แล้วนำมาขัดแต่งและประดิษฐ์ให้มีสลักและเดือยอย่างดี ทำหใแท่งหินคู่ที่ตั้งและคานหินที่ใช้พาดเกาะเกี่ยวกันอย่างมั่นคง ส่วนหินสีน้ำเงินก้อนใหญ่ที่สุดซึ่งหนักถึงสี่ตันนำมาจากภูเขาพรีเซลีทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเวลส์นั้น สันนิษฐานว่าใช้แพลำเลียงล่องมาตามชายฝั่งเวลส์และแม่น้ำเอวอน แล้วชักลากต่อมาทางบก นักโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อว่า สโตนเฮนจ์เป็นสถานที่ประกอบพิธีฝั่งศพ โดยพิจารณาจากหลักฐานว่านอกเหนือจากสโตนเฮนจ์แล้ว มีการสร้างสุสานมูนดินในหลุมออบรีย์หลายหลุม แต่ก็มีหลักฐานหักล้างว่าหลุมดังกล่าวขุดขึ้นนานก่อนที่จะมีการเผาศพในบริเวณนี้ บ้างก็สันนิษฐานว่าหลุมออบรีย์อาจใช้เป็นส่วนหนึ่งใน พิธีไหว้ด้วยสุรา เช่น ชาวนาอาจเทเหล้าองุ่นลงในหลุมเพื่อบวงสรวงเทพเจ้าเปห่งธรรมชาติทั้งหลาย
วงหินสโตนเฮนจ์ก็อาจจะเป็นวิหารสำหรับทำพิธีบวงสรวงดังกล่าว ไม่นานมานี้ มีนักดาราศาสตร์คนหนึ่งได้อ้างว่าสามารถถอดรหัสแนวหินได้เขาเสนอว่าสโตนเฮนจจ์ คือ เครื่องคำนวญยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งใช้เป็นปฏิทินดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ เพราะแนวของหินกลุ่มก้องต่าง ๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กับแนวการเคลื่อนของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวพระเคราะห์ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทฤษฏีทั้งหลายในปัจจจุบันจะมีตัวเลขและสถิติสนับเสนุนว่าเป็นจริง แต่ก็ยังไม่มีแนวคิดใดไขปริศนาลึกลับแห่งอดีตของสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมบูรณ์
เครดิต : http://www.ilovetogo...cts.aspx?mid=31

สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) เป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางทุ่งราบว้างใหญ่ในบริเวณที่เรียกว่า ที่ราบซัลลิสเบอร์รี่ ในบริเวณตอนใต้ของอังกฤษ ประกอบไปด้วยแท่งหินขนาดยักษ์ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง แท่งหินบางอันตั้งขึ้น บางอันอยู่ในแนวนอน และบางอันก็ถูกวางซ้อนขึ้นไปข้างบน
สโตนเฮนจ์มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะที่เป็นกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบวัตถุประสงค์ในการสร้างอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาถึงอายุของมันแล้ว คาดว่ากลุ่มกองหินประหลาดนี้ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว ทำให้นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ต่างสงสัยว่า คนในสมัยก่อนสามารถยกแท่งหินที่มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน ขึ้นไปวางเรียงกันได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ปราศจากเครื่องทุ่นแรงอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน และที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ ในบริเวณที่ราบดังกล่าว ไม่ใช่บริเวณที่จะมีก้อนหินขนาดมหึมานี้ ดังนั้นจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องทำการชักลากแท่งหินยักษ์ทั้งหมด มาจากที่อื่น ซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากบริเวณที่เรียกว่า "ทุ่งมาล์โบโร" ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 40 กิโลเมตรเลยทีเดียว
การก่อสร้างสโตนเฮนจจ์นั้นทำสืบเนื่องกันมาถึง 3-4 ระยะในช่วงเวลาประมาณ 1,500 ปี จากยุคหินตอนปลายจนถึงยุคสำริดตอนต้นแต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 1,800-1,400 ปีก่อนคริสต์กาล ซากปรักหักพังที่หลงเหลืออยู่เป็นเพียงเงาของอีตาลอันรุ่นโรจน์ แนวหินกว่าครึ่งได้หักลงบ้าง หายไปบ้าง บางส่วนก็ทับถมกันอยู่ใต้ดิน การก่อสร้างเริ่มขึ้นในราว 2,8000 ปีก่อนคริสต์กาล (ผู้เชี่ยวชาญบางท่านก็ว่าเมื่อ 3,800 ปี) โดยเริ่มจากการขุดร่องวงกลมขนาดใหญ่ 56 หลุมเรียงเป็นวงกลมภายในวงดินนั้น หลุมเหล่านี้เรียกกันว่า หลุมออบรีย์ ตามชื่อจอห์น ออบรีย์ผู้ค้นพบในคริสต์ศตวรรษ 17 ปัจุบันหลุมดังกล่าวลาดทับด้วยปูบซีเมนต์ แต่หินแท่งแรกซึ่งเรียกกันว่าหินฮีล (Heel Stone) ที่ประจำอยู่ปากทางเข้าวงดินยังคงตั้งอยู่ในตำแหน่งเดิม หลุมซึ่งขุดเรียงกันเป็นวงกลมอีกสองวงถัดเข้าไปเรียกกันว่าหลุม Y และหลุม Z
วงหลุมทั้งสองนี้คั่นอยู่ระหว่างวงหลุมออบรีย์ที่เป็นวงนอกและวงแท่งหินขนาดมหึมาตรงใจกลางวงดินสันนิษฐานว่าวงหลุม Y และ Z อาจมีความสำคัญในเชิงดาราศาสตร์ ในราว 2,100 ปีก่อนคริสต์กาล มีการนำหินสีน้ำเงิน (bluestone) 80 ก้อนจากแคว้นเวลส์มาเรียงเป็นวงกลมสองวงซ้อนกันแต่ต่อมามีการนำแท่งหินทรายขนาดใหญ่ 30 แท่ง ที่เรียว่าหินซาร์เซน(sarsen) มาเรียงเป็นวงกลมวงเดียวแทนที่วงหินสี่น้ำเงิน
Spoiler
สองวงวงเดิมภายในวงหินทรายมีหมู่ หินเรียงเป็นรูปกึ่ง ๆ รูปเกือกม้าอีกสองหมู่หมู่ที่อยู่ด้านนอกประกอบด้วยหินทรายก่อเป็นรูปไตรลิธอนห้ากลุ่ม(Trilithon คือกลุ่มหินที่ประกอบด้วยหินสามแท่ง สองแท่งตั้งขึ้นคู่กันและแท่งที่สามวางพาดเป็นคานในแนวนอน) ส่วนเกือกม้าด้านในประกอบด้วยหินสีน้ำเงินขัดแต่ง 19แท่งสถาปัตยกรรมนี้เป็นความสำเร็จอันน่าทึ่งเมื่อคิดดูว่าเครื่องมือขุดดินที่ผู้สร้างในยุคหินใหม่ใช้เป็นเพียงเสียมที่ทำจากเขากวางแดงเท่านั้น ชาวแซกซันเป็นผู้ขนาดนามวงหินเหล่านี้ว่า สโตนเฮนจ์ซึ่งเแปลตรงตัวว่า หินที่แขวนอยู่ (Hanging Stone) ส่วนบันทึกจากสมัยกลางตั้งชื่อวงหินนี้อย่างไพเราะว่า กลุ่มยักษ์เริงระบำ (The Giants Dance)
แม้ว่านักวิชาการส่วนใหญ่จะเห็นพ้องต้องกันว่าสโตนเฮนจ์เป็นสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องลึกลับ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันมีไว้เพื่ออะไร มีการเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ นานา เช่น อินิโก โจนส์ สถาปนิกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เชื่อว่าสโตนเฮนจ์เป็นซากปรักหักพังของวิหารโรมัน แต่คนในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19ยืนยันว่าเป็นวิหารซึ่งพวกลัทธิดรูอิดใช้ประกอบพิธีบูชาพระอาทิตย์และบูชายัญมนุษย์ ความคิดนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ เราะสโตนเฮนจ์นั้นสร้างเสร็จอย่างน้อย 1,000 ปีก่อนลัทธิดังกล่าวจะเฟื่องฟู กระทั่งเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้เองที่เราเริ่มได้ข้อเท็จจริงบ้าง นักโบราณคดี สามารถคำนวณหาอายุ และสรุปเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการก่อสร้างสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น
Spoiler
แต่ข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงก็ยังนับว่าน้อยอยู่มาก หินซาร์เซนที่เรียงเป็นวงด้านนอกแต่ละก้อนสูง 5 ม และหนักประมาณ26 ตัน หินเหล่านี้ชักลากมาจากทุ่งโล่งมาร์ลโบโร ดาวน์ส (Marlborough Downs)ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 32 กม. แล้วนำมาขัดแต่งและประดิษฐ์ให้มีสลักและเดือยอย่างดี ทำหใแท่งหินคู่ที่ตั้งและคานหินที่ใช้พาดเกาะเกี่ยวกันอย่างมั่นคง ส่วนหินสีน้ำเงินก้อนใหญ่ที่สุดซึ่งหนักถึงสี่ตันนำมาจากภูเขาพรีเซลีทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นเวลส์นั้น สันนิษฐานว่าใช้แพลำเลียงล่องมาตามชายฝั่งเวลส์และแม่น้ำเอวอน แล้วชักลากต่อมาทางบก นักโบราณคดีส่วนใหญ่เชื่อว่า สโตนเฮนจ์เป็นสถานที่ประกอบพิธีฝั่งศพ โดยพิจารณาจากหลักฐานว่านอกเหนือจากสโตนเฮนจ์แล้ว มีการสร้างสุสานมูนดินในหลุมออบรีย์หลายหลุม แต่ก็มีหลักฐานหักล้างว่าหลุมดังกล่าวขุดขึ้นนานก่อนที่จะมีการเผาศพในบริเวณนี้ บ้างก็สันนิษฐานว่าหลุมออบรีย์อาจใช้เป็นส่วนหนึ่งใน พิธีไหว้ด้วยสุรา เช่น ชาวนาอาจเทเหล้าองุ่นลงในหลุมเพื่อบวงสรวงเทพเจ้าเปห่งธรรมชาติทั้งหลาย
วงหินสโตนเฮนจ์ก็อาจจะเป็นวิหารสำหรับทำพิธีบวงสรวงดังกล่าว ไม่นานมานี้ มีนักดาราศาสตร์คนหนึ่งได้อ้างว่าสามารถถอดรหัสแนวหินได้เขาเสนอว่าสโตนเฮนจจ์ คือ เครื่องคำนวญยุคก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งใช้เป็นปฏิทินดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ เพราะแนวของหินกลุ่มก้องต่าง ๆ ล้วนมีความสัมพันธ์กับแนวการเคลื่อนของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวพระเคราะห์ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทฤษฏีทั้งหลายในปัจจจุบันจะมีตัวเลขและสถิติสนับเสนุนว่าเป็นจริง แต่ก็ยังไม่มีแนวคิดใดไขปริศนาลึกลับแห่งอดีตของสโตนเฮนจ์ได้อย่างสมบูรณ์
Spoiler
เครดิต : http://www.ilovetogo...cts.aspx?mid=31
- Posted 21 September 2010 - 07:16 PM
#45
เราเรียนปิงแล้วปิงบอกว่าสโตนเฮนจ์อ่ะคือโบสถ์ไร้หลังคาอ่ะ
- Posted 28 September 2010 - 07:37 PM
#46
เราเรียนปิงแล้วปิงบอกว่าสโตนเฮนจ์อ่ะคือโบสถ์ไร้หลังคาอ่ะ
ุุ้ถ้ายังพิสูจน์ไม่ได้ ยังเป็นปริศนาอยู่ว่ามันคืออะไร ก็ไม่ควรไปสรุปแบบนั้นนะพี่ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกันเปล่าๆ -*-
ฟังหูไว้หูละกันนะพี่ เหอๆ
- Posted 29 September 2010 - 08:48 AM
#47
15.Macbeth [แม็คเบ็ธ] บทละครต้องสาป

ละครเรื่องนี้มีฉากที่เกี่ยวกับแม่มด และ คําสาปมนต์ดํา ว่ากันว่าทําให้แม่มดตัวจริงสมัยนั้น เคืองแค้น ที่เชคสเปียร์นําเอาเรื่องลับของพวกเขามาเปิดเผย จึงสาปให้ละครเรื่องนี้มีอันเป็นไป หากใครนํามาแสดงโดยเฉพาะตัวละครที่เล่นบท แม็คเบ็ธ
ผลของคําสาปอุบัติขึ้น ตั้งแต่หนแรกสุดที่ละครนี้ออกแสดง โดยผู้แสดงที่ชื่อ ฮัล เบอร์ริดจ์ ซึ่งสวมบทเลดี้เอม ได้ล้มเจ็บลงในคืนนั้น และสิ้นใจตายหลังเวที และนับแต่นั้นมาเกือบ 400 ปี ละครเรื่องนี้ก็มีอาถรรพณ์เกิดขึ้นกับนักแสดงมาตลอด เช่น มีอุบัติเหตุบาดเจ็บ ล้มตาย บางคนฆ่าตัวตาย และที่น่าพรึงเพริดที่สุดก็คือ ในปี ค.ศ. 1947 นักแสดงชื่อ ฮาโรลด์ ทอร์แมน เป็นผู้รับบทแม็คเบ็ธ ในระหว่างการดวลดาบนั้น คู่ต่อสู้ของเขาลืมสวมที่ครอบปลายดาบ พอแม็คเบ็ธ ถูกแทงล้มลง กลางเวที ผู้ดูต่างก็ปรบมือพอใจในบทบาท หากทว่า หลังเวทีนั่นซิ ต่างก็ตกใจกันยิ่งนักที่เขาโดน แทงจริงๆ ทอร์แมนตายใน 3 สัปดาห์ต่อมา
เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า
นักรบแห่งสกอตแลนด์ นามแม็คเบ็ธ กลับมายังบ้านเมืองอย่างภาคภูมิพร้อมด้วยชัยชนะเหนือศัตรูผู้ก่อการกบฏ เขาและแบงโกวสหายผู้ร่วมรบได้พบกับคำพยากรณ์อันน่ายินดีจาก แม่มด 3 พี่น้อง ว่า เขาจะได้เป็นอัศวินแห่งคาวดอร์และกษัตริย์แห่งสกอตแลนด์ในท้ายที่สุด และแบงโกวแม้จะไม่ได้เป็นกษัตริย์แต่ลูกหลานของเขาก็จะได้สืบทอดสถานะอันยิ่งใหญ่นั้น ทันทีที่ได้ฟังคำพยากรณ์ กษัตริย์ดันแคนก็ส่งสารประกาศแต่งตั้งให้แม็คเบ็ธได้รับตำแหน่งอัศวินแห่งคาวดอร์ ทำให้คำทำนายนั้นเป็นจริง ด้วยความทะเยอทะยานที่ซ่อนอยู่ทำให้แม็คเบ็ธคิดถึงคำพยากรณ์ข้อต่อไปที่ยังไม่เกิดขึ้น และข่าวอันน่ายินดีนี้ก็ส่งผ่านต่อไปยังภรรยา คือ เลดี้แม็คเบ็ธ พร้อมๆกับข่าวที่ว่า ดันแคน กษัตริย์แห่งสกอตแลนด์จะเดินทางไปพำนักที่ปราสาทของแม็คเบ็ธในคืนนี้
เลดี้แม็คเบ็ธรับฟังข่าวดีพร้อมด้วยความคิดทะเยอทะยานอันชั่วร้ายที่พลุ่งพล่านอยู่ในความคิด และตัดสินใจคิดการณ์ใหญ่ที่จะทำให้คำพยากรณ์ข้อต่อไปเป็นจริงโดยเร็วที่สุด ด้วยการฆาตกรรมคิงดันแคน ในคืนนี้
แม็คเบ็ธแม้จะทะเยอทะยาน แต่จิตใจไม่เหี้ยมโหดพอ และตัดสินใจจะเลิกล้มแผนการณ์ แต่เลดี้แม็คเบ็ธผู้มีความชั่วร้ายฝังลึกอยู่ในจิตใจใช้ความเป็นภรรยา พูดจาหว่านล้อมจนกระทั่งแม็คเบ็ธเปลี่ยนใจ คิงดันแคนถูกลอบสังหาร และ ฆาตรกรถูกป้ายความผิดแก่ทหารยาม มัลคอล์มและดัลโนเบน ลูกชายทั้งสองของคิงดันแคน กลัวชะตากรรมของตนจะเป็นเช่นเดียวกับพ่อตัดสินใจหนีเอาตัวรอด และแม็คเบ็ธก็ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แทนคิงดันแคนตามคำทำนาย
คำพยากรณ์เป็นจริงสมประสงค์ แต่สิ่งที่คงอยู่คือ ความรู้สึกผิดบาปที่ตามหลอกหลอนแม็คเบ็ธ แบงโกวผู้ซึ่งมีส่วนร่วมรู้เห็นในคำพยากรณ์อันวิเศษสุด สงสัยในตัวแม็คเบ็ธ และแน่นอนว่าต่างฝ่ายต่างก็รู้กันดี แม็คเบ็ธเองก็หวาดระแวงว่าคำพยากรณ์ต่อไปที่ว่า ลูกหลานของแบงโกวจะได้เป็นกษัตริย์สืบต่อไป และที่สุดเพื่อเป็นการปิดปากแบงโกวด้วย แม็คเบ็ธก็ตัดสินในสังหารแบงโกวและภรรยา แต่ฟรีอองซ์บุตรชายของแบงโกวหนีไปได้
มัลคอล์มและดัลโนเบนที่หนีไปอังกฤษได้สมัครพรรคพวกร่วมกับแมคดัฟฟ์ นักรบผู้กล้าอีกคนหนึ่งของอดีตคิงดันแคนวางแผนจะกลับมายึดอำนาจจากแม็คเบ็ธซึ่งได้กลายเป็นกษัตริย์ทรราชย์ ในขณะที่แม็คเบ็ธเอง แม้จะสมประสงค์ทุกอย่างและขจัดแบงโกวไปได้ แต่ตราบาปที่ไม่มีใครรู้ก็ไม่สามารถหนีความจริงในใจของแม็คเบ็ธและพระราชินีได้ แม็คเบ็ธมองเห็นวิญญาณของแบงโกวและภูติผีคนอื่นๆตามมาหลอกหลอน ในขณะที่เลดี้แม็คเบ็ธซึ่งดำรงตำแหน่งพระราชินีเริ่มมีอาการสับสนทางความคิด เสียสติ และต้องล้างมืออยู่ตลอดเวลาเพราะคิดว่ามือตัวเองเปื้อนเลือด
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น แม่มด 3 พี่น้องปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมกับคำทำนายถึงชีวิตอันหายนะของแม็คเบ็ธ โดยบอกว่า ให้ระวังแม็คดัฟฟ์ แต่ก็ได้ให้คำสัญญาว่า มนุษย์ทุกคนที่ออกมาจากครรภ์มารดาจะไม่สามารถทำอันตรายใดๆกับแม็คเบ็ธได้ ซึ่งทำให้แม็คเบ็ธค่อยวางใจขึ้น แต่แม็คเบ็ธก็ยังคงต้องต่อสู้กับบรรดาภูติผีปีศาจที่ปรากฏตัวให้เขาเห็นแต่เพียงผู้เดียว
หลังจากนั้น แม็คเบ็ธได้รับข่าวการรบชนะของแม็คดัฟฟ์ที่อังกฤษ เพื่อเป็นการแก้แค้นแม็คเบ็ธส่งคนไปปลิดชีพภรรยาและลูกๆของเขา สถานการณ์การรบยิ่งตึงเครียดขึ้น เมื่อมัลคอล์ม ดัลโนเบน และแมคดัฟฟ์ตัดสินใจยกกองทัพมาตีสกอตแลนด์เพื่อชิงราชบัลลังก์คืน พร้อมๆกันนั้นเองแม็คเบ็ธก็ได้รับข่าวร้ายว่าพระราชินีได้สิ้นพระชนม์ ชดใช้กรรมที่ได้ก่อ แม็คเบ็ธเผชิญหน้ากับแมคดัฟฟ์ในสนามรบอย่างประหวั่นพรั่นพรึง ด้วยคิดถึงคำทำนายที่แม่มด 3 พี่น้องบอกให้หลีกเลี่ยงการพบกับแมคดัฟฟ์ แต่แม็คเบ็ธก็ยังลำพองใจว่า ไม่มีมนุษย์คนใดที่เกิดจากครรภ์มารดาจะทำอันตรายตนได้ แต่แล้วแมคเบ็ธก็ได้รู้สิ่งที่คาดไม่ถึง เมื่อแมคดัฟฟ์บอกว่า เขา..ไม่ได้เกิดมาจากครรภ์มารดา แต่ว่าถูกผ่าออกมาจากช่องท้อง ก่อนจะถึงเวลาถือกำเนิด การต่อสู้เป็นไปอย่างสิ้นหวังและที่สุดแม็คเบ็ธก็ถูกเด็ดชีพ ชดใช้ความทะเยอทะยานอันนำมาสู่ความหายนะของชีวิตผู้คนจำนวนมาก
เครดิต : http://kazena.exteen...0090226/macbeth

ละครเรื่องนี้มีฉากที่เกี่ยวกับแม่มด และ คําสาปมนต์ดํา ว่ากันว่าทําให้แม่มดตัวจริงสมัยนั้น เคืองแค้น ที่เชคสเปียร์นําเอาเรื่องลับของพวกเขามาเปิดเผย จึงสาปให้ละครเรื่องนี้มีอันเป็นไป หากใครนํามาแสดงโดยเฉพาะตัวละครที่เล่นบท แม็คเบ็ธ
ผลของคําสาปอุบัติขึ้น ตั้งแต่หนแรกสุดที่ละครนี้ออกแสดง โดยผู้แสดงที่ชื่อ ฮัล เบอร์ริดจ์ ซึ่งสวมบทเลดี้เอม ได้ล้มเจ็บลงในคืนนั้น และสิ้นใจตายหลังเวที และนับแต่นั้นมาเกือบ 400 ปี ละครเรื่องนี้ก็มีอาถรรพณ์เกิดขึ้นกับนักแสดงมาตลอด เช่น มีอุบัติเหตุบาดเจ็บ ล้มตาย บางคนฆ่าตัวตาย และที่น่าพรึงเพริดที่สุดก็คือ ในปี ค.ศ. 1947 นักแสดงชื่อ ฮาโรลด์ ทอร์แมน เป็นผู้รับบทแม็คเบ็ธ ในระหว่างการดวลดาบนั้น คู่ต่อสู้ของเขาลืมสวมที่ครอบปลายดาบ พอแม็คเบ็ธ ถูกแทงล้มลง กลางเวที ผู้ดูต่างก็ปรบมือพอใจในบทบาท หากทว่า หลังเวทีนั่นซิ ต่างก็ตกใจกันยิ่งนักที่เขาโดน แทงจริงๆ ทอร์แมนตายใน 3 สัปดาห์ต่อมา
Spoiler
เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า
นักรบแห่งสกอตแลนด์ นามแม็คเบ็ธ กลับมายังบ้านเมืองอย่างภาคภูมิพร้อมด้วยชัยชนะเหนือศัตรูผู้ก่อการกบฏ เขาและแบงโกวสหายผู้ร่วมรบได้พบกับคำพยากรณ์อันน่ายินดีจาก แม่มด 3 พี่น้อง ว่า เขาจะได้เป็นอัศวินแห่งคาวดอร์และกษัตริย์แห่งสกอตแลนด์ในท้ายที่สุด และแบงโกวแม้จะไม่ได้เป็นกษัตริย์แต่ลูกหลานของเขาก็จะได้สืบทอดสถานะอันยิ่งใหญ่นั้น ทันทีที่ได้ฟังคำพยากรณ์ กษัตริย์ดันแคนก็ส่งสารประกาศแต่งตั้งให้แม็คเบ็ธได้รับตำแหน่งอัศวินแห่งคาวดอร์ ทำให้คำทำนายนั้นเป็นจริง ด้วยความทะเยอทะยานที่ซ่อนอยู่ทำให้แม็คเบ็ธคิดถึงคำพยากรณ์ข้อต่อไปที่ยังไม่เกิดขึ้น และข่าวอันน่ายินดีนี้ก็ส่งผ่านต่อไปยังภรรยา คือ เลดี้แม็คเบ็ธ พร้อมๆกับข่าวที่ว่า ดันแคน กษัตริย์แห่งสกอตแลนด์จะเดินทางไปพำนักที่ปราสาทของแม็คเบ็ธในคืนนี้
เลดี้แม็คเบ็ธรับฟังข่าวดีพร้อมด้วยความคิดทะเยอทะยานอันชั่วร้ายที่พลุ่งพล่านอยู่ในความคิด และตัดสินใจคิดการณ์ใหญ่ที่จะทำให้คำพยากรณ์ข้อต่อไปเป็นจริงโดยเร็วที่สุด ด้วยการฆาตกรรมคิงดันแคน ในคืนนี้
แม็คเบ็ธแม้จะทะเยอทะยาน แต่จิตใจไม่เหี้ยมโหดพอ และตัดสินใจจะเลิกล้มแผนการณ์ แต่เลดี้แม็คเบ็ธผู้มีความชั่วร้ายฝังลึกอยู่ในจิตใจใช้ความเป็นภรรยา พูดจาหว่านล้อมจนกระทั่งแม็คเบ็ธเปลี่ยนใจ คิงดันแคนถูกลอบสังหาร และ ฆาตรกรถูกป้ายความผิดแก่ทหารยาม มัลคอล์มและดัลโนเบน ลูกชายทั้งสองของคิงดันแคน กลัวชะตากรรมของตนจะเป็นเช่นเดียวกับพ่อตัดสินใจหนีเอาตัวรอด และแม็คเบ็ธก็ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แทนคิงดันแคนตามคำทำนาย
คำพยากรณ์เป็นจริงสมประสงค์ แต่สิ่งที่คงอยู่คือ ความรู้สึกผิดบาปที่ตามหลอกหลอนแม็คเบ็ธ แบงโกวผู้ซึ่งมีส่วนร่วมรู้เห็นในคำพยากรณ์อันวิเศษสุด สงสัยในตัวแม็คเบ็ธ และแน่นอนว่าต่างฝ่ายต่างก็รู้กันดี แม็คเบ็ธเองก็หวาดระแวงว่าคำพยากรณ์ต่อไปที่ว่า ลูกหลานของแบงโกวจะได้เป็นกษัตริย์สืบต่อไป และที่สุดเพื่อเป็นการปิดปากแบงโกวด้วย แม็คเบ็ธก็ตัดสินในสังหารแบงโกวและภรรยา แต่ฟรีอองซ์บุตรชายของแบงโกวหนีไปได้
มัลคอล์มและดัลโนเบนที่หนีไปอังกฤษได้สมัครพรรคพวกร่วมกับแมคดัฟฟ์ นักรบผู้กล้าอีกคนหนึ่งของอดีตคิงดันแคนวางแผนจะกลับมายึดอำนาจจากแม็คเบ็ธซึ่งได้กลายเป็นกษัตริย์ทรราชย์ ในขณะที่แม็คเบ็ธเอง แม้จะสมประสงค์ทุกอย่างและขจัดแบงโกวไปได้ แต่ตราบาปที่ไม่มีใครรู้ก็ไม่สามารถหนีความจริงในใจของแม็คเบ็ธและพระราชินีได้ แม็คเบ็ธมองเห็นวิญญาณของแบงโกวและภูติผีคนอื่นๆตามมาหลอกหลอน ในขณะที่เลดี้แม็คเบ็ธซึ่งดำรงตำแหน่งพระราชินีเริ่มมีอาการสับสนทางความคิด เสียสติ และต้องล้างมืออยู่ตลอดเวลาเพราะคิดว่ามือตัวเองเปื้อนเลือด
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น แม่มด 3 พี่น้องปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมกับคำทำนายถึงชีวิตอันหายนะของแม็คเบ็ธ โดยบอกว่า ให้ระวังแม็คดัฟฟ์ แต่ก็ได้ให้คำสัญญาว่า มนุษย์ทุกคนที่ออกมาจากครรภ์มารดาจะไม่สามารถทำอันตรายใดๆกับแม็คเบ็ธได้ ซึ่งทำให้แม็คเบ็ธค่อยวางใจขึ้น แต่แม็คเบ็ธก็ยังคงต้องต่อสู้กับบรรดาภูติผีปีศาจที่ปรากฏตัวให้เขาเห็นแต่เพียงผู้เดียว
หลังจากนั้น แม็คเบ็ธได้รับข่าวการรบชนะของแม็คดัฟฟ์ที่อังกฤษ เพื่อเป็นการแก้แค้นแม็คเบ็ธส่งคนไปปลิดชีพภรรยาและลูกๆของเขา สถานการณ์การรบยิ่งตึงเครียดขึ้น เมื่อมัลคอล์ม ดัลโนเบน และแมคดัฟฟ์ตัดสินใจยกกองทัพมาตีสกอตแลนด์เพื่อชิงราชบัลลังก์คืน พร้อมๆกันนั้นเองแม็คเบ็ธก็ได้รับข่าวร้ายว่าพระราชินีได้สิ้นพระชนม์ ชดใช้กรรมที่ได้ก่อ แม็คเบ็ธเผชิญหน้ากับแมคดัฟฟ์ในสนามรบอย่างประหวั่นพรั่นพรึง ด้วยคิดถึงคำทำนายที่แม่มด 3 พี่น้องบอกให้หลีกเลี่ยงการพบกับแมคดัฟฟ์ แต่แม็คเบ็ธก็ยังลำพองใจว่า ไม่มีมนุษย์คนใดที่เกิดจากครรภ์มารดาจะทำอันตรายตนได้ แต่แล้วแมคเบ็ธก็ได้รู้สิ่งที่คาดไม่ถึง เมื่อแมคดัฟฟ์บอกว่า เขา..ไม่ได้เกิดมาจากครรภ์มารดา แต่ว่าถูกผ่าออกมาจากช่องท้อง ก่อนจะถึงเวลาถือกำเนิด การต่อสู้เป็นไปอย่างสิ้นหวังและที่สุดแม็คเบ็ธก็ถูกเด็ดชีพ ชดใช้ความทะเยอทะยานอันนำมาสู่ความหายนะของชีวิตผู้คนจำนวนมาก
เครดิต : http://kazena.exteen...0090226/macbeth
- Posted 29 September 2010 - 11:14 AM
#49
เอามาลงอีกนะ
- Posted 29 September 2010 - 07:44 PM
#50
16. ภาพลายเส้น นาซคา

ไกลออกไปในที่ราบสูง ซึ่งเป็นทะเลทรายในภาคใต้ของเปรู ได้มีลายเส้นเครื่องหมายหรืออาจเป็นสัญลักษณ์บางสิ่งบางอย่าง ปรากฏขึ้นอย่างดาษดื่นทั่วไปกินเนื้อที่หลายร้อยตารางไมล์ แต่ส่วนใหญ่พบอยู่ในระหว่างเมืองนาซคากับเมืองปัลปา ลักษณะมีการขีดเน้นอย่างจงใจและประณีต ลายเส้นเหล่านี้นิยมเรียกกันว่า " นาซคาไลน์"
นาซคาไลน์ มีหลายรูปแบบ ชนิดที่เป็นทรงเรขาคณิตก็มี ทรงสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม สี่เหลี่ยมคางหมู วงกลมเส้นหยัก เส้นแคบ ยาวกว่า 5 ไมล์ นอกจากนั้นยังมีรูปนก สัตว์เลื้อยคลาน ปลาวาฬ ลิง แมงมุม บางภาพก็คล้าย เครื่องปั้นดินเผาโบราณของชาวเมืองนาซคาที่อาศัยอยู่ริมฝั่งทะเล
นักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นงานของชาวเมืองนี้อายุลานเส้นสันนิษฐานว่าตกอยู่ใน ยุค 100 ปีก่อนคริสตศักราชถึงคริสตศักราช 700นา ซคาไลน์ แม้จะดูทำขึ้นแบบง่ายๆ แต่คำนวณแล้วว่าต้องใช้เวลามาก ไม่ว่าจะเป็นการเกลี่ยหินหน้าทรายการจัดแนวหินให้เป็นเส้นตรง การออกแบบหาไอเดียเพื่อให้เหมาะกับภูมิประเทศ ซึ่งไม่มีฝนตกเลย อย่างน้อยก็พันปีมาแล้ว มีการเดาไปต่างๆ นานา บ้างว่าเป็นถนนก่อนประวัติศาสตร์ ฟาร์ม สนาม ยานอวกาศ เครื่องหมายหรือสัญญาณบอกเรื่องราวแก่สิ่งที่อยู่บนท้องฟ้า เช่น มนุษย์ต่างดาว หรือพระเจ้าในความเชื่อถือทางศาสนา แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครรู้จริง นอกจากจะสันนิษฐานว่าเป็นผลงานทางศิลปะของอินเดียนแดงโบราณ
ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่าชาวอินเดียนแดงโบราณสร้างมันขึ้นมาทำไม ?
ตั้งแต่มีผู้พบเห็นลายเส้นเหล่านี้ทางอากาศเมื่อปลายปี ค.ศ. 1920 ดร. พอล โคโซค เป็นคนแรกที่ได้รับทุนค้นคว้าสรุปผลจากการศึกษาว่า อาจเป็นปฏิทินทางดาราศาสตร์หรือไม่ก็เป็นปฏิทินทำนายเกี่ยวกับสายน้ำในหุบ เขา
ต่อมาในปี 1968 สถาน บันเนชั่นแนลจีโอกราฟฟีค ฝ่ายสังคมศึกษาพบว่า ลายเส้นต่างๆ ในพื้นที่เหล่านี้ตั้งอยู่ในจุดระหว่างกลางดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ขึ้นและตกในวันเวลาที่มันอยู่ห่างไกลจากเส้นศูนย์สูตรโลกที่สุด ตั้งแต่ในสมัยโบราณ แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่มีใครคาดคิดได้ว่ามันจะเป็นประโยชน์อะไรขึ้นมากับ การศึกษานาซคาไลน์ความประหลาดลึกลับของลายเส้นต่างๆ ในทะเลทรายเปรูยิ่งดูเหมือนท้าท้ายคำถามต่างๆ อาทิ ทำไมชาวนาซคาโบราณจึงทุ่มเทเวลาสร้างสรรค์ลายเส้นมโหฬารเหล่านี้มากมาย ทั้งที่บางอย่างพวกเขาอาจจะไม่เคยเห็นและผู้คนจะเห็นนาซคาไลน์ก็ต่อเมื่อมอง ลงมาจากอากาศเท่านั้น คนสำคัญที่สุดที่ทุ่มเทเวลาศึกษานาซคาไลน์ถึง 25 ปี คือ มาเรีย ไรเช่ เธอได้ถ่ายภาพและทำแผนที่งานของเธอเรียกว่า ลาส ลีเนียร์ รูปเครื่องหมายลายเส้นต่างๆ เป็นร้อยๆภาพ ซึ่งปรากฏอยู่บนทรายสูงทะเลทรายแห่งนี้ กินเนื้อที่สำรวจถึง 30 ไมล์ โดยอาศัยแผนที่จากสายการบินแพนแอมซึ่งทำไว้ก่อนกับความสนับสนุนจากสถาบัน เนชั่นแนลจีโอกราฟิคช่วยเหลือในงานของเธอ
มา เรีย ไรเช่ นักคำนวณชาวเยอรมันเธอทำแผนที่ภูมิศาสตร์แสดงทิศทางของดาววัดบนพื้นโลก บริเวณนาซคาไลน์ไว้อย่างละเอียด หลังจากวัดลายเส้นซึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูแห่งหนึ่ง เธอให้ความเห็นว่าบริเวณนั้นอาจเป็นสนามยานอวกาศจากมนุษย์ต่างดาว ซึ่งมาเยือนโลกเมื่อสมัยก่อนยุคประวัติศาสตร์ ลายเส้นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูนี้ถ้าจะสันนิษฐานว่าเกิดจากความคิดของนัก เรขาคณิตบ้าๆ คนหนึ่งก็อาจเป็นข้อสันนิษฐานที่น่าฟัง เพราะจากลายเส้นที่ใหญ่โตและที่เล็กๆ ทอดก่ายกัน แม้จะมีระเบียบแต่ก็อ่านจุดประสงค์ไม่ได้ว่า เขาต้องการจะบอกอะไรและดูเหมือนว่าเขาไม่สู้จะคำนึงถึงลักษณะภูมิประเทศด้วย รูปทรงเรขาคณิตแบบสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่าอีกบริเวณหนึ่ง ในหุบเขาใหญ่ใกล้ที่ทำการกสิกรรมของนาซคาซึ่งสามารถยืนมองจากหุบเขาอินเก นิโอก็เป็นสิ่งที่น่าประหลาดที่ว่มันถูกขีดขึ้นประกอบด้วย รูปสี่เหลี่ยมและสามเหลี่ยมไม่สับสนจากที่ลาดต่ำไปสู่ที่ลาดสูง และก็เช่นเดียวกันเช่นรูปทรงเรขาคณิตแบบต่างๆ ที่ค้นพบคือไม่ทราบจุดประสงค์นอกจากสันนิษฐานว่าอาจเป็นแบบฟอร์มของระบบการ ชลประทาน
" ลายเส้นทั้งหมด" มิสไรเช่ให้ข้อสังเกต " เป็นเส้นตรง ยาวเป็นไมล์ๆ ข้ามหุบเขาและภูเขา ไม่มีสักเส้นเดียวที่จะคดเคี้ยว มันเป็นแนวตรงอย่างน่าประหลาดทุกเส้น"
แล้ว ชาวนาซคาจะได้ประโยชน์อะไรจากลายเส้นเหล่านี้ เส้นตรงบางเส้นมีร่องรอยคล้ายเป็นจุดของยามทุกๆ 1 ไมล์ สงสัยกันว่าจะเป็นจุดสังเกตการณ์สำหรับการส่งข่าวแบบอินเดียนแดง แต่เหตุผลนี้ก็แทบนับไม่ได้ว่าเป็นเหตุผลลายเส้นที่น่าทึ่งอีกภาพหนึ่งคือ ลายเส้นของลิงในท่าคว้าจับอะไรบางอย่าง แขนซ้ายของมันวัดได้ยาวถึง40 ฟุต สังเกตลักษณะรูปร่างของมันคล้ายลิงหลายชนิด ขนดกเป็นปุย อาจเป็นลิงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า คาปูชินซึ่งอยู่ในป่าเขตร้อนทางทิศตะวันออกของเทือกเขาแอนดิส ห่างไปจากจุดที่นั่นถึง 200 ไมล์ ศิลปินชาวนาซคาซึ่งคงจะรู้จักลิงชนิดนี้จากการบอกเล่าของพ่อค้าชาวป่า โดยที่ไม่รู้เรื่องทางสรีระของลิงชนิดนี้อย่างละเอียดออกมาเป็นว่าลิงตัวนี้ มี 4 นิ้วจากมือข้างหนึ่ง และอีกข้างหนึ่งมี 5 นิ้วและหางซึ่งเกาะเกี่ยวกิ่งไม้ได้กลับม้วนขึ้นไปแทนที่จะห้อยลงตาม ธรรมชาติวิสัยของลิงชนิด
นอกจากนี้บริเวณทุ่งหญ้า ซึ่งมีนก รูปปลาวาฬว่ายน้ำ และสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆโครงสร้างหลายภาพคล้ายคลึง กับเครื่องปั้นดินเผา ของชาวนาซคาโบราณดังกล่าว มากมาย ปลาวาฬเคลือบซึ่งสร้างในปลายสมัยคริสตวรรษที่ 3ก็ มีรูปคล้ายคลึงกับลายเส้นปลาวาฬซึ่งพบในทะเลทราย ต่างกันตรงที่ลายเส้นปลาวาฬที่พบมีห่วงห้อยไว้ด้วยคงคล้าย เป็นการประกาศความเป็นผู้พิชิต เช่นเดียวกับปลาวาฬเคลือบ ซึ่งสร้างไว้เป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ความเก่งกล้าของผู้พิชิตปลาวาฬ นอกจากนั้นยังมีรูปคนเขียนไว้บนเนินเขา คล้ายคลึงกันกับเครื่องปั้นดินเผาโบราณของอินเดียนแดงนาซคาที่นี้มาถึงรูปนก ซึ่งสันนิษฐานตอนแรกๆ ว่าอาจเป็นรูปยานอวกาศ อย่างไรก็ดีลักษณะลายเส้นบ่งชัดว่าเป็นรูปนกต่างๆ กันถึง 18 ภาพที่แจ่มชัดเป็นลายเส้นนกฮัมมิ่งเบิร์ด นกเป็นน้ำและนกทะเลซึ่งยาวถึง 450 ฟุต แต่ภาพกลับเขียนไม่เต็มตัว
อลัน ซอว์เยอร์ นักประวัติศาสตร์ศิลป์ให้ความเห็นว่า " เรา แน่ใจว่ามันมีความหมาย แต่ก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามันมีความหมายว่ายังไง เส้นต่างๆ โดยเฉพาะลายเส้นของนกประกอบด้วยเส้นลายเพียงเส้นเดียว ซึ้งไม่มีการลากตัดกันเลย บางทีอาจจะเป็นลายเส้นเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นอาจสันนิษฐานได้ว่าพวกเขาคงยอมรับนับถืออะไรก็ได้ที่ ศิลปินเขียนขึ้น เช่นอย่างอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ ยึดถือกัน โดยเขียนภาพขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น "เครื่อง หมายเคลือบดินเผาที่มีอยู่หมายถึงที่คล้ายคลึงภาพลายเส้นซึ่งปรากฏในทะเล ทราย ส่วนใหญ่จัดได้ว่ายังเป็นงานฝีมือระดับต่ำ แต่ว่างานเหล่านี้บอกถึงความอุดมสมบูรณ์ หลักประกันในเรื่องอาหารและชีวิตดร. ซอว์เยอร์กล่าวว่า
" ถ้าจะคิดตามแนวทางความคิดของศิลปินจากงานที่ค้นพบมันก็เป็นการแสดงออกถึง ความคิดของผู้แร้นแค้น สะท้อนสภาวะความรู้สึกออกมาจากวิญญาณ"
อีกแนวความคิดหนึ่งที่ได้มาจากภาพลายเส้นแมงมุมที่มีความยาวถึง 150 ฟุต ที่ถ่ายภาพไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1963 เปรียบเทียบกับภาพถ่ายลายเส้นนี้ในปัจจุบัน คล้ายกับว่าเป็นซากแมงมุมยักษ์ซึ่งนอนตาย
แต่ ปัจจุบันรอยเส้นนี้กำลังสูญหายไป จากพายุทรายบ้าง รถจิ๊บของนักท่องเที่ยว รอยย่ำบ้างนาซคาไลน์ ในไม่ช้าก็เร็วคงจะถูกทำลายไปดังกล่าว มันอาจเป็นสนามยานอวกาศอาจเป็นงานของนักเรขาคณิตผู้บ้าคลั่ง อาจเป็นโครงร่างของระบบชลประทาน อาจเป็นงานศิลป์ของชาวอินเดียนแดง อาจเป็นอะไรก็ได้ด้วยเหตุผลซึ่งสันนิษฐานจากข้อมูลต่างๆ เท่าที่มีอยู่ แต่ความจริงเกี่ยวกับความเป็นมาของมัน คงจะยังเป็นสิ่งประหลาด ที่ท้าทายการพิสูจน์ไปอีกนานเท่านาน
เครดิต : http://sites.google....ay-sen-nach-kha

ไกลออกไปในที่ราบสูง ซึ่งเป็นทะเลทรายในภาคใต้ของเปรู ได้มีลายเส้นเครื่องหมายหรืออาจเป็นสัญลักษณ์บางสิ่งบางอย่าง ปรากฏขึ้นอย่างดาษดื่นทั่วไปกินเนื้อที่หลายร้อยตารางไมล์ แต่ส่วนใหญ่พบอยู่ในระหว่างเมืองนาซคากับเมืองปัลปา ลักษณะมีการขีดเน้นอย่างจงใจและประณีต ลายเส้นเหล่านี้นิยมเรียกกันว่า " นาซคาไลน์"
นาซคาไลน์ มีหลายรูปแบบ ชนิดที่เป็นทรงเรขาคณิตก็มี ทรงสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม สี่เหลี่ยมคางหมู วงกลมเส้นหยัก เส้นแคบ ยาวกว่า 5 ไมล์ นอกจากนั้นยังมีรูปนก สัตว์เลื้อยคลาน ปลาวาฬ ลิง แมงมุม บางภาพก็คล้าย เครื่องปั้นดินเผาโบราณของชาวเมืองนาซคาที่อาศัยอยู่ริมฝั่งทะเล
นักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นงานของชาวเมืองนี้อายุลานเส้นสันนิษฐานว่าตกอยู่ใน ยุค 100 ปีก่อนคริสตศักราชถึงคริสตศักราช 700นา ซคาไลน์ แม้จะดูทำขึ้นแบบง่ายๆ แต่คำนวณแล้วว่าต้องใช้เวลามาก ไม่ว่าจะเป็นการเกลี่ยหินหน้าทรายการจัดแนวหินให้เป็นเส้นตรง การออกแบบหาไอเดียเพื่อให้เหมาะกับภูมิประเทศ ซึ่งไม่มีฝนตกเลย อย่างน้อยก็พันปีมาแล้ว มีการเดาไปต่างๆ นานา บ้างว่าเป็นถนนก่อนประวัติศาสตร์ ฟาร์ม สนาม ยานอวกาศ เครื่องหมายหรือสัญญาณบอกเรื่องราวแก่สิ่งที่อยู่บนท้องฟ้า เช่น มนุษย์ต่างดาว หรือพระเจ้าในความเชื่อถือทางศาสนา แต่ในที่สุดก็ไม่มีใครรู้จริง นอกจากจะสันนิษฐานว่าเป็นผลงานทางศิลปะของอินเดียนแดงโบราณ
ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่าชาวอินเดียนแดงโบราณสร้างมันขึ้นมาทำไม ?
ตั้งแต่มีผู้พบเห็นลายเส้นเหล่านี้ทางอากาศเมื่อปลายปี ค.ศ. 1920 ดร. พอล โคโซค เป็นคนแรกที่ได้รับทุนค้นคว้าสรุปผลจากการศึกษาว่า อาจเป็นปฏิทินทางดาราศาสตร์หรือไม่ก็เป็นปฏิทินทำนายเกี่ยวกับสายน้ำในหุบ เขา
ต่อมาในปี 1968 สถาน บันเนชั่นแนลจีโอกราฟฟีค ฝ่ายสังคมศึกษาพบว่า ลายเส้นต่างๆ ในพื้นที่เหล่านี้ตั้งอยู่ในจุดระหว่างกลางดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ขึ้นและตกในวันเวลาที่มันอยู่ห่างไกลจากเส้นศูนย์สูตรโลกที่สุด ตั้งแต่ในสมัยโบราณ แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่มีใครคาดคิดได้ว่ามันจะเป็นประโยชน์อะไรขึ้นมากับ การศึกษานาซคาไลน์ความประหลาดลึกลับของลายเส้นต่างๆ ในทะเลทรายเปรูยิ่งดูเหมือนท้าท้ายคำถามต่างๆ อาทิ ทำไมชาวนาซคาโบราณจึงทุ่มเทเวลาสร้างสรรค์ลายเส้นมโหฬารเหล่านี้มากมาย ทั้งที่บางอย่างพวกเขาอาจจะไม่เคยเห็นและผู้คนจะเห็นนาซคาไลน์ก็ต่อเมื่อมอง ลงมาจากอากาศเท่านั้น คนสำคัญที่สุดที่ทุ่มเทเวลาศึกษานาซคาไลน์ถึง 25 ปี คือ มาเรีย ไรเช่ เธอได้ถ่ายภาพและทำแผนที่งานของเธอเรียกว่า ลาส ลีเนียร์ รูปเครื่องหมายลายเส้นต่างๆ เป็นร้อยๆภาพ ซึ่งปรากฏอยู่บนทรายสูงทะเลทรายแห่งนี้ กินเนื้อที่สำรวจถึง 30 ไมล์ โดยอาศัยแผนที่จากสายการบินแพนแอมซึ่งทำไว้ก่อนกับความสนับสนุนจากสถาบัน เนชั่นแนลจีโอกราฟิคช่วยเหลือในงานของเธอ
มา เรีย ไรเช่ นักคำนวณชาวเยอรมันเธอทำแผนที่ภูมิศาสตร์แสดงทิศทางของดาววัดบนพื้นโลก บริเวณนาซคาไลน์ไว้อย่างละเอียด หลังจากวัดลายเส้นซึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูแห่งหนึ่ง เธอให้ความเห็นว่าบริเวณนั้นอาจเป็นสนามยานอวกาศจากมนุษย์ต่างดาว ซึ่งมาเยือนโลกเมื่อสมัยก่อนยุคประวัติศาสตร์ ลายเส้นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูนี้ถ้าจะสันนิษฐานว่าเกิดจากความคิดของนัก เรขาคณิตบ้าๆ คนหนึ่งก็อาจเป็นข้อสันนิษฐานที่น่าฟัง เพราะจากลายเส้นที่ใหญ่โตและที่เล็กๆ ทอดก่ายกัน แม้จะมีระเบียบแต่ก็อ่านจุดประสงค์ไม่ได้ว่า เขาต้องการจะบอกอะไรและดูเหมือนว่าเขาไม่สู้จะคำนึงถึงลักษณะภูมิประเทศด้วย รูปทรงเรขาคณิตแบบสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่าอีกบริเวณหนึ่ง ในหุบเขาใหญ่ใกล้ที่ทำการกสิกรรมของนาซคาซึ่งสามารถยืนมองจากหุบเขาอินเก นิโอก็เป็นสิ่งที่น่าประหลาดที่ว่มันถูกขีดขึ้นประกอบด้วย รูปสี่เหลี่ยมและสามเหลี่ยมไม่สับสนจากที่ลาดต่ำไปสู่ที่ลาดสูง และก็เช่นเดียวกันเช่นรูปทรงเรขาคณิตแบบต่างๆ ที่ค้นพบคือไม่ทราบจุดประสงค์นอกจากสันนิษฐานว่าอาจเป็นแบบฟอร์มของระบบการ ชลประทาน
" ลายเส้นทั้งหมด" มิสไรเช่ให้ข้อสังเกต " เป็นเส้นตรง ยาวเป็นไมล์ๆ ข้ามหุบเขาและภูเขา ไม่มีสักเส้นเดียวที่จะคดเคี้ยว มันเป็นแนวตรงอย่างน่าประหลาดทุกเส้น"
แล้ว ชาวนาซคาจะได้ประโยชน์อะไรจากลายเส้นเหล่านี้ เส้นตรงบางเส้นมีร่องรอยคล้ายเป็นจุดของยามทุกๆ 1 ไมล์ สงสัยกันว่าจะเป็นจุดสังเกตการณ์สำหรับการส่งข่าวแบบอินเดียนแดง แต่เหตุผลนี้ก็แทบนับไม่ได้ว่าเป็นเหตุผลลายเส้นที่น่าทึ่งอีกภาพหนึ่งคือ ลายเส้นของลิงในท่าคว้าจับอะไรบางอย่าง แขนซ้ายของมันวัดได้ยาวถึง40 ฟุต สังเกตลักษณะรูปร่างของมันคล้ายลิงหลายชนิด ขนดกเป็นปุย อาจเป็นลิงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า คาปูชินซึ่งอยู่ในป่าเขตร้อนทางทิศตะวันออกของเทือกเขาแอนดิส ห่างไปจากจุดที่นั่นถึง 200 ไมล์ ศิลปินชาวนาซคาซึ่งคงจะรู้จักลิงชนิดนี้จากการบอกเล่าของพ่อค้าชาวป่า โดยที่ไม่รู้เรื่องทางสรีระของลิงชนิดนี้อย่างละเอียดออกมาเป็นว่าลิงตัวนี้ มี 4 นิ้วจากมือข้างหนึ่ง และอีกข้างหนึ่งมี 5 นิ้วและหางซึ่งเกาะเกี่ยวกิ่งไม้ได้กลับม้วนขึ้นไปแทนที่จะห้อยลงตาม ธรรมชาติวิสัยของลิงชนิด
นอกจากนี้บริเวณทุ่งหญ้า ซึ่งมีนก รูปปลาวาฬว่ายน้ำ และสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆโครงสร้างหลายภาพคล้ายคลึง กับเครื่องปั้นดินเผา ของชาวนาซคาโบราณดังกล่าว มากมาย ปลาวาฬเคลือบซึ่งสร้างในปลายสมัยคริสตวรรษที่ 3ก็ มีรูปคล้ายคลึงกับลายเส้นปลาวาฬซึ่งพบในทะเลทราย ต่างกันตรงที่ลายเส้นปลาวาฬที่พบมีห่วงห้อยไว้ด้วยคงคล้าย เป็นการประกาศความเป็นผู้พิชิต เช่นเดียวกับปลาวาฬเคลือบ ซึ่งสร้างไว้เป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ความเก่งกล้าของผู้พิชิตปลาวาฬ นอกจากนั้นยังมีรูปคนเขียนไว้บนเนินเขา คล้ายคลึงกันกับเครื่องปั้นดินเผาโบราณของอินเดียนแดงนาซคาที่นี้มาถึงรูปนก ซึ่งสันนิษฐานตอนแรกๆ ว่าอาจเป็นรูปยานอวกาศ อย่างไรก็ดีลักษณะลายเส้นบ่งชัดว่าเป็นรูปนกต่างๆ กันถึง 18 ภาพที่แจ่มชัดเป็นลายเส้นนกฮัมมิ่งเบิร์ด นกเป็นน้ำและนกทะเลซึ่งยาวถึง 450 ฟุต แต่ภาพกลับเขียนไม่เต็มตัว
อลัน ซอว์เยอร์ นักประวัติศาสตร์ศิลป์ให้ความเห็นว่า " เรา แน่ใจว่ามันมีความหมาย แต่ก็ไม่รู้แน่ชัดว่ามันมีความหมายว่ายังไง เส้นต่างๆ โดยเฉพาะลายเส้นของนกประกอบด้วยเส้นลายเพียงเส้นเดียว ซึ้งไม่มีการลากตัดกันเลย บางทีอาจจะเป็นลายเส้นเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นอาจสันนิษฐานได้ว่าพวกเขาคงยอมรับนับถืออะไรก็ได้ที่ ศิลปินเขียนขึ้น เช่นอย่างอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ ยึดถือกัน โดยเขียนภาพขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น "เครื่อง หมายเคลือบดินเผาที่มีอยู่หมายถึงที่คล้ายคลึงภาพลายเส้นซึ่งปรากฏในทะเล ทราย ส่วนใหญ่จัดได้ว่ายังเป็นงานฝีมือระดับต่ำ แต่ว่างานเหล่านี้บอกถึงความอุดมสมบูรณ์ หลักประกันในเรื่องอาหารและชีวิตดร. ซอว์เยอร์กล่าวว่า
" ถ้าจะคิดตามแนวทางความคิดของศิลปินจากงานที่ค้นพบมันก็เป็นการแสดงออกถึง ความคิดของผู้แร้นแค้น สะท้อนสภาวะความรู้สึกออกมาจากวิญญาณ"
อีกแนวความคิดหนึ่งที่ได้มาจากภาพลายเส้นแมงมุมที่มีความยาวถึง 150 ฟุต ที่ถ่ายภาพไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1963 เปรียบเทียบกับภาพถ่ายลายเส้นนี้ในปัจจุบัน คล้ายกับว่าเป็นซากแมงมุมยักษ์ซึ่งนอนตาย
แต่ ปัจจุบันรอยเส้นนี้กำลังสูญหายไป จากพายุทรายบ้าง รถจิ๊บของนักท่องเที่ยว รอยย่ำบ้างนาซคาไลน์ ในไม่ช้าก็เร็วคงจะถูกทำลายไปดังกล่าว มันอาจเป็นสนามยานอวกาศอาจเป็นงานของนักเรขาคณิตผู้บ้าคลั่ง อาจเป็นโครงร่างของระบบชลประทาน อาจเป็นงานศิลป์ของชาวอินเดียนแดง อาจเป็นอะไรก็ได้ด้วยเหตุผลซึ่งสันนิษฐานจากข้อมูลต่างๆ เท่าที่มีอยู่ แต่ความจริงเกี่ยวกับความเป็นมาของมัน คงจะยังเป็นสิ่งประหลาด ที่ท้าทายการพิสูจน์ไปอีกนานเท่านาน
เครดิต : http://sites.google....ay-sen-nach-kha
- Posted 30 September 2010 - 03:09 PM
#51
17. ไมค์ (Mike) ไก่ไม่มีหัวแต่ใช้ชีวิตได้นานถึง 18 เดือน

ไก่ตัวนี้มีชื่อว่า ไมค์(Mike) ครับ.
เรื่องมันมีอยู่ว่าเจ้าของฟาร์มคิดจะทำไก่ย่างในวันขอบคุณพระเจ้า เลยเลือกเจ้าไมค์จะมาทำไก่ย่าง ซึ่งในตอนที่เอาขวานฟันลงไปที่คอของเจ้าไมค์(อึ๋ย)หัวของมันขาดลงมาสงบนิ่งอยู่ที่พื้น แต่ตัวมันน่ะซิครับมันกลับกระโดดลงมาจากเขียงแล้ววิ่งพล่านไปทั่ว เล้าจนหายไปไหนก็ไม่รู้ เลยต้องเอาไก่อีกตัวมาทำ ในวันรุ่งขึ้นเจ้าของกลับว่าเจ้าไมค์กลับมาอยู่เล้าทั้งๆที่ไม่มีหัว แล้วยังทำท่าคุ้ยเขี่ยหาอาหารเหมือนกับไก่ทั่วๆไปผิดแต่ว่ามันไม่มีหัวเท่านั้นเอง! เจ้าของเลยสงสัยว่ามันอยู่ไปได้อีกนานเท่าไหร่ก็เลยเลี้ยงไปเรื่อยๆ โดยให้อาหารด้วยที่หยอดตาผ่านทางหลอดอาหาร แน่ละครับเรื่องนี้ไปเข้าหูพวกสื่อมวลชนโดยนิตรสารTIME มาขอทำเรื่องนี้ทำให้เจ้าไมค์ดังเป็นพลุแตกเลย ยังผลทำให้มีคนเลียนแบบทั่วประเทศก็เลยทำให้ทุกบ้านมีไก่ย่างกินเป็นอาหารเย็นกันทุกวันแต่ก็ไม่มีใครทำได้สำเร็จ และในช่วงสุดท้ายของชีวิตของไมค์ตายโดยเมล็ดข้าวโพดเข้าไปติดหลอดลมตายซึ่งนับจากวันที่หัวขาดจนวันตายนับได้ประมาณ 18 เดือนพอดี
พอเจ้าไมค์ตายเจ้าของก็เสียใจมากเลยจัดตั้งวัน ”ไมค์ไก่ไร้หัว (Mike the headless Chicken Day)” ขึ้นมาทุกๆปี เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน
เครดิต : http://www.guitartha...on.asp?QID=1733

ไก่ตัวนี้มีชื่อว่า ไมค์(Mike) ครับ.
เรื่องมันมีอยู่ว่าเจ้าของฟาร์มคิดจะทำไก่ย่างในวันขอบคุณพระเจ้า เลยเลือกเจ้าไมค์จะมาทำไก่ย่าง ซึ่งในตอนที่เอาขวานฟันลงไปที่คอของเจ้าไมค์(อึ๋ย)หัวของมันขาดลงมาสงบนิ่งอยู่ที่พื้น แต่ตัวมันน่ะซิครับมันกลับกระโดดลงมาจากเขียงแล้ววิ่งพล่านไปทั่ว เล้าจนหายไปไหนก็ไม่รู้ เลยต้องเอาไก่อีกตัวมาทำ ในวันรุ่งขึ้นเจ้าของกลับว่าเจ้าไมค์กลับมาอยู่เล้าทั้งๆที่ไม่มีหัว แล้วยังทำท่าคุ้ยเขี่ยหาอาหารเหมือนกับไก่ทั่วๆไปผิดแต่ว่ามันไม่มีหัวเท่านั้นเอง! เจ้าของเลยสงสัยว่ามันอยู่ไปได้อีกนานเท่าไหร่ก็เลยเลี้ยงไปเรื่อยๆ โดยให้อาหารด้วยที่หยอดตาผ่านทางหลอดอาหาร แน่ละครับเรื่องนี้ไปเข้าหูพวกสื่อมวลชนโดยนิตรสารTIME มาขอทำเรื่องนี้ทำให้เจ้าไมค์ดังเป็นพลุแตกเลย ยังผลทำให้มีคนเลียนแบบทั่วประเทศก็เลยทำให้ทุกบ้านมีไก่ย่างกินเป็นอาหารเย็นกันทุกวันแต่ก็ไม่มีใครทำได้สำเร็จ และในช่วงสุดท้ายของชีวิตของไมค์ตายโดยเมล็ดข้าวโพดเข้าไปติดหลอดลมตายซึ่งนับจากวันที่หัวขาดจนวันตายนับได้ประมาณ 18 เดือนพอดี
พอเจ้าไมค์ตายเจ้าของก็เสียใจมากเลยจัดตั้งวัน ”ไมค์ไก่ไร้หัว (Mike the headless Chicken Day)” ขึ้นมาทุกๆปี เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่จนถึงปัจจุบัน
เครดิต : http://www.guitartha...on.asp?QID=1733
- Posted 07 October 2010 - 07:18 PM
#52
เรื่องไก่ไม่มีหัวนี่เราเคยได้ยินล่ะ
น่าเหลือเชื่อมาก
น่าเหลือเชื่อมาก
- Posted 07 October 2010 - 09:58 PM
#53
18. มู ทวีปแห่งมารดร

James Churchward นายพันผู้สนใจปรัชญาตะวันออก ได้เดินทางไปพำนักที่อินเดีย โดยอาศัยอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งใกล้เมือง Rishi ด้วยความสนใจด้านตำนานโบราณ เชิร์ชวาร์ดได้สนิทสนมกับนักบวชผู้ใหญ่รูปหนึ่งอย่างรวดเร็ว ความใฝ่รู้ของเขาทำให้นักบวชเกิดความพอใจ และถ่ายทอดตำนานเร้นลับที่สาปสูญมานานนับพันปีเรื่องหนึ่งให้กับเขา ไม่เพียงแต่ตำนานครับ นักบวชท่านนั้นยังได้ถ่ายทอดภาษาโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นภาษาดั้งเดิมของมนุษยชาติให้กับเชิร์ชวาร์ด นายพันหนุ่มใหญ่รู้สึกทึ่งระคนกับอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะกับเรื่องราวที่เขาได้ศึกษามาหลังจากนั้น ยิ่งแกะรอยลึกเข้าไปเขาก็ยิ่งงงงัน เพราะเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงที่เขาเรียนรู้มา มันเพียงพอที่จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้เลยทีเดียว เจมส์ เชิร์ชวาร์ดตั้งปณิธานไว้กับตัวเองว่า เขาจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะทั่วโลกยังทีดินอดนต่างๆอีกมากมายที่รอให้เขาบุกเบิก เพื่อศึกษาเข้าไปถึงแก่นลึกของอาณาจักรโบราณที่ล่มสลายไปแล้วเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ทวีปแห่งมารดร... มู เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2411 ครับ
หลักฐานที่ค้นพบทั้งหลายแหล่นำมาสู่คำถามที่ว่า ทวีปแห่งมารดรหรือมูนี้ได้สูญหายไปในอดีตกาลหรือไม่ หรือว่าเป็นเพียงแค่ตำนานของคนรุ่นก่อนเท่านั้น หากมีจริง มู ตั้งอยู่ที่ไหน ควรจะมีลักษณะของภูมิศาสตร์หรืออารยธรรมเป็นเช่นไร?
ว่ากันว่าทวีปมู ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งประสบภัยพิบัติคล้ายกับแอตแลนติส และปัจจุบันคงเหลือเพียงหมู่เกาะเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปให้เราเห็นเท่านั้น เป็นเรื่องน่ากลัวเหมือนกันนะครับ เพราะในตำนาน มู เป็นดินแดนที่กว้างใหญ่มหาศาล แต่กลับหายไปจนแทบไม่เหลือร่องรอย ทั้งที่ตามหลักฐานที่เราพอจะมีอยู่ ตำนานของอาณาจักรนี้ บอกกับเราว่า ครั้งหนึ่ง ที่นี่เป็นจุดกำเนิดอารยธรรมของมนุษยชาติ มีอายมากกว่า 50,000 ปี ซึ่งแน่นอนว่า เก่าขนาดนี้ร่องรอยอะไรก็คงไม่เหลือแล้ว เราจะเอาอะไรไปศึกษา แล้วเรื่องนี้มันน่าเชื่อถือได้ไหม? อารยธรรมโบราณต่างๆสืบทอดมาจากมูใช่หรือไม่ และประการสำคัญ มูกับแอตแลนติส เป็นดินแดนเดียวกันหรือเปล่า เดี๋ยวเราจะค่อยๆมาค้นหาคำตอบกันครับ
มากล่าวถึงเชิร์ชวาร์ดกันต่อ จากการศึกษาทำให้นักโบราณคดีผู้นี้สนใจเรื่องของมูเป็นอย่างมาก เขาได้เดินทางสำรวจไปทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปออสเตรเลียและหมู่เกาะในทะเลใต้ ซึ่งเชิร์ชวาร์ดเองเชื่อว่าเคยเป็นที่ตั้งของมูมาก่อน หลักฐานที่ทำให้เขาปักใจเรื่องของดินแดนโบราณนี้ อย่างแรกคือแผ่นจารึกที่เขาได้ทำการศึกษาในอินเดียครับ เราเรียกกันว่าจารึกนาอะคัล(Naacal) อย่างที่สองก็คือ เมื่อนำเอาเรื่องราวจากจารึกนี้ไปโยงใยกับอารยธรรมโบราณ ที่มีความเจริญแบบผิดยุคสมัยและมีที่มาที่ไปอันมืดมน(สำหรับนักโบราณคดีน่ะนะ) เช่น อียิปต์ แอซเท็ค อินคา จะพบว่า มันมีความสัมพันธ์กันอย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีโบราณ หรือตำนานอันน่าทึ่งที่บังเอิญมาพ้องต้องกัน จนเราอาจจะยืนยันได้ว่า ทวีปซึ่งครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางของโลก เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมของมนุษยชาตินั้นมีอยู่จริง
แต่จะใช่อันเดียวกับแอตแลนติสไหม หลักฐานของใครหนักแน่นกว่า เพราะหลายคนก็มีแนวคิดที่ไม่เหมือนกัน ประการสำคัญ นักคิดนักเขียนพวกนี้ไม่มีใครยอมใครด้วย ก็ขอให้ใช้วิจารณญาณในการอ่านและเลือกที่จะเชื่อ (หรือรับฟังไว้ก่อน)ก็แล้วกันนะครับ
เมื่อกล่าวถึงอาณาจักรมูแล้วไม่กล่าวถึงคนๆนี้ก็ดูดหมือนจะขาดอะไรไปสักอย่างครับ บุคคลที่ว่าเป็นนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสชื่อ ชาร์ลส-เอเตียน บราสเซอร์ เดอ บอร์บอร์ก ซึ่งนับเป็นคนแรกเลยที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับทวีปมูขึ้นมา
เดอ บอร์บอร์ก เคยศึกษาอยู่ในอเมริกาครับ ระหว่าที่เขากำลังศึกษาเรื่องราวของชาวมายาอยู่นั้น (พ.ศ. 2407) เขาได้แปลเอกสารโบราณส่วนหนึ่งของชาวมายาออกมา โดยเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดที่รอดจากการเผาทำลายของชาวสเปนมาได้ ผลจากความพยายามของบอร์บอร์กทำใหอนุชนรุ่นหลังอย่างพวกเราได้ทราบว่า ครั้งหนึ่งเคยมีนครโบราณที่ต้องมีอันเป็นไป ด้วยการจมลงสู่ก้นมหาสมุทรเพราะการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟ เดอ บอร์บอร์กพบอักษรภาพคู่หนึ่งในเอกสารโบราณนั้น ซึ่งการออกเสียงของอักษรดังกล่าวตรงกับตัวเอ็มและตัวยูในภาษาอังกฤษ เขาจึงอนุมานว่า นครโบราณที่จมหายลงสู่ใต้น้ำนั้น น่าจะมีชื่อว่านครมูหรืออาณาจักรมูครับ
การค้นพบของเดอบอร์บอร์กสร้างความตื่นตัวให้วงการโบราณคดีอยูไม่น้อยครับ นักโบราณคดีหลายคนพยายามแกะรอยอาณาจักรดังกล่าวจากเอกสารต่างๆที่พอจะหาได้ ซึ่งผลงานที่ออกมาก็มีทั้งตั้งอกตั้งใจและแหกตา เนื่องมาจากมูลเหตุอยู่ที่เอกสารโบราณของชาวมายา ดังนั้นหลักฐานเพิ่มเติมที่ควรสนใจจึงน่าจะอยู่ที่แหล่งอารยธรรมของมายา ซึ่งก็โชคดีอีกนั่นแหละ ที่นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสอีกทีมได้ค้นพบหลักฐานน่าสนใจที่โยงใยถึงอาณาจักรมูอีกชิ้นหนึ่ง นักโบราณคดีชุดนี้นำทีมโดย ออกัสตัส เลอพอง กีออง ครับ
เลอพอง กีออง แถลงว่า สิ่งที่พวกเขาค้นพบคือหลักฐานที่ว่าด้วยตำนานของชาวมายาครับ กล่าวถึงนครโบราณที่มีนามว่า มู มีผู้ปกครองเป็นราชินีนามเหมือนชื่อนครนั่นคือ ราชินีมู(Moo) พระนางมีสวามีเป็นพี่น้องกันแต่ต่อมาได้สิ้นพระชนม์ลงด้วยการแย่งอำนาจ จนนางต้องอภิเษกกับน้องชายอีกคนหนึ่ง กระทั่งเมื่อนครนี้ประสบภัยจากภูเขาไฟระเบิด ราชินีมู ได้พาผู้คนอพยพไปตั้งรกราก ณ ดินแดนแห่งใหม่ ซึ่งนักโบราณคดีกลุ่มนี้ตีความว่าน่าจะเป็นดินแดนอียิปต์ เพราะตำนานไปสอดพ้องต้องกันกับเรื่องราวของ เทวีไอซิส อย่างเหลือเชื่อ - - สวามีของไอซิสคือโอสิริสซึ่งสิ้นชีพไปเพราะการกระทำของเซธผู้เป็นน้องชาย สุดท้ายเซธก็ต้องมารบกับโฮรัสบุตรของโอสิริสซึ่งมาล้างแค้นแทนบิดา ส่งผลให้ทะเลทรายซาฮาร่ากลายสภาพจากป่าดงดิบเป็นทะเลทรายอันไพศาลไป รายละเอียดของเรื่องราวนับว่าคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมล่ะครับ?
นักโบราณคดีชุดนี้เชื่อว่า ทวีปมูน่าจะตั้งอยู่ในอ่าวเม็กซิโก และอยู่ทางตะวันตกของทะเลแคริบเบียน โดยทวีปมูมีการแบ่งดินแดนในปกครองออกเป็นนครเล็กๆสิบแห่ง ซึ่งนับว่าคล้ายคลึงกับเรื่องแอตแลนติสของเพลโตเป็นที่สุด และที่สำคัญ ชาวมายากล่าวถึงมูว่า ทวีปนี้ได้จมหายสู่ก้นมหาสมทุรเมื่อราว 8 พันปีมาแล้ว อันเป็นระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกันกับการล่มสลายของแอตแลนติสภายใต้สมมติฐานของนักโบราณคดีปัจจุบัน
หรือว่า... มูกับแอตแลนติสนั้นคือดินแดนเดียวกัน แต่ถูกเรียกต่างกันไปตามภาษาต่างๆ?
หลายคนว่ามันไม่น่าจะใช่ ลืมเจมส์ เชิร์ชวาร์ดไปแล้วหรือยังครับ นักโบราณคดีผู้แปลตัวอักษรที่มีการจารึกไว้บนศิลาโบราณในอินเดีย เชิร์ชวาร์ดได้พบเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับมู เขาบรรยายว่าดินแดนแห่งมูนั้นราวกับสวนสวรรค์บนโลกมนุษย์ก็มิปาน เป็นอาณาจักรใหญ่ที่มีประชากรอยู่มากถึง 64 ล้านคน เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ทำให้ดินแดนนี้ถึงแก่การล่มสลาย มีประชาชนเพียงส่วนน้อยที่อพยพหนีออกมากันได้ และต้องเริ่มต้นตั้งอารยธรรมมนุษย์กันใหม่หมด ดังนั้นพวกเขาจึงจารึกเรื่องราวทั้งหลาย เพื่อถ่ายทอดสู่อนุชนรุ่นหลังให้รับทราบ
เครดิต : http://www.gmcities.....php?topic=54.0

James Churchward นายพันผู้สนใจปรัชญาตะวันออก ได้เดินทางไปพำนักที่อินเดีย โดยอาศัยอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งใกล้เมือง Rishi ด้วยความสนใจด้านตำนานโบราณ เชิร์ชวาร์ดได้สนิทสนมกับนักบวชผู้ใหญ่รูปหนึ่งอย่างรวดเร็ว ความใฝ่รู้ของเขาทำให้นักบวชเกิดความพอใจ และถ่ายทอดตำนานเร้นลับที่สาปสูญมานานนับพันปีเรื่องหนึ่งให้กับเขา ไม่เพียงแต่ตำนานครับ นักบวชท่านนั้นยังได้ถ่ายทอดภาษาโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นภาษาดั้งเดิมของมนุษยชาติให้กับเชิร์ชวาร์ด นายพันหนุ่มใหญ่รู้สึกทึ่งระคนกับอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะกับเรื่องราวที่เขาได้ศึกษามาหลังจากนั้น ยิ่งแกะรอยลึกเข้าไปเขาก็ยิ่งงงงัน เพราะเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงที่เขาเรียนรู้มา มันเพียงพอที่จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้เลยทีเดียว เจมส์ เชิร์ชวาร์ดตั้งปณิธานไว้กับตัวเองว่า เขาจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะทั่วโลกยังทีดินอดนต่างๆอีกมากมายที่รอให้เขาบุกเบิก เพื่อศึกษาเข้าไปถึงแก่นลึกของอาณาจักรโบราณที่ล่มสลายไปแล้วเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ทวีปแห่งมารดร... มู เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2411 ครับ
หลักฐานที่ค้นพบทั้งหลายแหล่นำมาสู่คำถามที่ว่า ทวีปแห่งมารดรหรือมูนี้ได้สูญหายไปในอดีตกาลหรือไม่ หรือว่าเป็นเพียงแค่ตำนานของคนรุ่นก่อนเท่านั้น หากมีจริง มู ตั้งอยู่ที่ไหน ควรจะมีลักษณะของภูมิศาสตร์หรืออารยธรรมเป็นเช่นไร?
ว่ากันว่าทวีปมู ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งประสบภัยพิบัติคล้ายกับแอตแลนติส และปัจจุบันคงเหลือเพียงหมู่เกาะเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปให้เราเห็นเท่านั้น เป็นเรื่องน่ากลัวเหมือนกันนะครับ เพราะในตำนาน มู เป็นดินแดนที่กว้างใหญ่มหาศาล แต่กลับหายไปจนแทบไม่เหลือร่องรอย ทั้งที่ตามหลักฐานที่เราพอจะมีอยู่ ตำนานของอาณาจักรนี้ บอกกับเราว่า ครั้งหนึ่ง ที่นี่เป็นจุดกำเนิดอารยธรรมของมนุษยชาติ มีอายมากกว่า 50,000 ปี ซึ่งแน่นอนว่า เก่าขนาดนี้ร่องรอยอะไรก็คงไม่เหลือแล้ว เราจะเอาอะไรไปศึกษา แล้วเรื่องนี้มันน่าเชื่อถือได้ไหม? อารยธรรมโบราณต่างๆสืบทอดมาจากมูใช่หรือไม่ และประการสำคัญ มูกับแอตแลนติส เป็นดินแดนเดียวกันหรือเปล่า เดี๋ยวเราจะค่อยๆมาค้นหาคำตอบกันครับ
มากล่าวถึงเชิร์ชวาร์ดกันต่อ จากการศึกษาทำให้นักโบราณคดีผู้นี้สนใจเรื่องของมูเป็นอย่างมาก เขาได้เดินทางสำรวจไปทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปออสเตรเลียและหมู่เกาะในทะเลใต้ ซึ่งเชิร์ชวาร์ดเองเชื่อว่าเคยเป็นที่ตั้งของมูมาก่อน หลักฐานที่ทำให้เขาปักใจเรื่องของดินแดนโบราณนี้ อย่างแรกคือแผ่นจารึกที่เขาได้ทำการศึกษาในอินเดียครับ เราเรียกกันว่าจารึกนาอะคัล(Naacal) อย่างที่สองก็คือ เมื่อนำเอาเรื่องราวจากจารึกนี้ไปโยงใยกับอารยธรรมโบราณ ที่มีความเจริญแบบผิดยุคสมัยและมีที่มาที่ไปอันมืดมน(สำหรับนักโบราณคดีน่ะนะ) เช่น อียิปต์ แอซเท็ค อินคา จะพบว่า มันมีความสัมพันธ์กันอย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีโบราณ หรือตำนานอันน่าทึ่งที่บังเอิญมาพ้องต้องกัน จนเราอาจจะยืนยันได้ว่า ทวีปซึ่งครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางของโลก เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมของมนุษยชาตินั้นมีอยู่จริง
แต่จะใช่อันเดียวกับแอตแลนติสไหม หลักฐานของใครหนักแน่นกว่า เพราะหลายคนก็มีแนวคิดที่ไม่เหมือนกัน ประการสำคัญ นักคิดนักเขียนพวกนี้ไม่มีใครยอมใครด้วย ก็ขอให้ใช้วิจารณญาณในการอ่านและเลือกที่จะเชื่อ (หรือรับฟังไว้ก่อน)ก็แล้วกันนะครับ
เมื่อกล่าวถึงอาณาจักรมูแล้วไม่กล่าวถึงคนๆนี้ก็ดูดหมือนจะขาดอะไรไปสักอย่างครับ บุคคลที่ว่าเป็นนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสชื่อ ชาร์ลส-เอเตียน บราสเซอร์ เดอ บอร์บอร์ก ซึ่งนับเป็นคนแรกเลยที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับทวีปมูขึ้นมา
เดอ บอร์บอร์ก เคยศึกษาอยู่ในอเมริกาครับ ระหว่าที่เขากำลังศึกษาเรื่องราวของชาวมายาอยู่นั้น (พ.ศ. 2407) เขาได้แปลเอกสารโบราณส่วนหนึ่งของชาวมายาออกมา โดยเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดที่รอดจากการเผาทำลายของชาวสเปนมาได้ ผลจากความพยายามของบอร์บอร์กทำใหอนุชนรุ่นหลังอย่างพวกเราได้ทราบว่า ครั้งหนึ่งเคยมีนครโบราณที่ต้องมีอันเป็นไป ด้วยการจมลงสู่ก้นมหาสมุทรเพราะการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟ เดอ บอร์บอร์กพบอักษรภาพคู่หนึ่งในเอกสารโบราณนั้น ซึ่งการออกเสียงของอักษรดังกล่าวตรงกับตัวเอ็มและตัวยูในภาษาอังกฤษ เขาจึงอนุมานว่า นครโบราณที่จมหายลงสู่ใต้น้ำนั้น น่าจะมีชื่อว่านครมูหรืออาณาจักรมูครับ
การค้นพบของเดอบอร์บอร์กสร้างความตื่นตัวให้วงการโบราณคดีอยูไม่น้อยครับ นักโบราณคดีหลายคนพยายามแกะรอยอาณาจักรดังกล่าวจากเอกสารต่างๆที่พอจะหาได้ ซึ่งผลงานที่ออกมาก็มีทั้งตั้งอกตั้งใจและแหกตา เนื่องมาจากมูลเหตุอยู่ที่เอกสารโบราณของชาวมายา ดังนั้นหลักฐานเพิ่มเติมที่ควรสนใจจึงน่าจะอยู่ที่แหล่งอารยธรรมของมายา ซึ่งก็โชคดีอีกนั่นแหละ ที่นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสอีกทีมได้ค้นพบหลักฐานน่าสนใจที่โยงใยถึงอาณาจักรมูอีกชิ้นหนึ่ง นักโบราณคดีชุดนี้นำทีมโดย ออกัสตัส เลอพอง กีออง ครับ
เลอพอง กีออง แถลงว่า สิ่งที่พวกเขาค้นพบคือหลักฐานที่ว่าด้วยตำนานของชาวมายาครับ กล่าวถึงนครโบราณที่มีนามว่า มู มีผู้ปกครองเป็นราชินีนามเหมือนชื่อนครนั่นคือ ราชินีมู(Moo) พระนางมีสวามีเป็นพี่น้องกันแต่ต่อมาได้สิ้นพระชนม์ลงด้วยการแย่งอำนาจ จนนางต้องอภิเษกกับน้องชายอีกคนหนึ่ง กระทั่งเมื่อนครนี้ประสบภัยจากภูเขาไฟระเบิด ราชินีมู ได้พาผู้คนอพยพไปตั้งรกราก ณ ดินแดนแห่งใหม่ ซึ่งนักโบราณคดีกลุ่มนี้ตีความว่าน่าจะเป็นดินแดนอียิปต์ เพราะตำนานไปสอดพ้องต้องกันกับเรื่องราวของ เทวีไอซิส อย่างเหลือเชื่อ - - สวามีของไอซิสคือโอสิริสซึ่งสิ้นชีพไปเพราะการกระทำของเซธผู้เป็นน้องชาย สุดท้ายเซธก็ต้องมารบกับโฮรัสบุตรของโอสิริสซึ่งมาล้างแค้นแทนบิดา ส่งผลให้ทะเลทรายซาฮาร่ากลายสภาพจากป่าดงดิบเป็นทะเลทรายอันไพศาลไป รายละเอียดของเรื่องราวนับว่าคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมล่ะครับ?
นักโบราณคดีชุดนี้เชื่อว่า ทวีปมูน่าจะตั้งอยู่ในอ่าวเม็กซิโก และอยู่ทางตะวันตกของทะเลแคริบเบียน โดยทวีปมูมีการแบ่งดินแดนในปกครองออกเป็นนครเล็กๆสิบแห่ง ซึ่งนับว่าคล้ายคลึงกับเรื่องแอตแลนติสของเพลโตเป็นที่สุด และที่สำคัญ ชาวมายากล่าวถึงมูว่า ทวีปนี้ได้จมหายสู่ก้นมหาสมทุรเมื่อราว 8 พันปีมาแล้ว อันเป็นระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกันกับการล่มสลายของแอตแลนติสภายใต้สมมติฐานของนักโบราณคดีปัจจุบัน
หรือว่า... มูกับแอตแลนติสนั้นคือดินแดนเดียวกัน แต่ถูกเรียกต่างกันไปตามภาษาต่างๆ?
หลายคนว่ามันไม่น่าจะใช่ ลืมเจมส์ เชิร์ชวาร์ดไปแล้วหรือยังครับ นักโบราณคดีผู้แปลตัวอักษรที่มีการจารึกไว้บนศิลาโบราณในอินเดีย เชิร์ชวาร์ดได้พบเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับมู เขาบรรยายว่าดินแดนแห่งมูนั้นราวกับสวนสวรรค์บนโลกมนุษย์ก็มิปาน เป็นอาณาจักรใหญ่ที่มีประชากรอยู่มากถึง 64 ล้านคน เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ทำให้ดินแดนนี้ถึงแก่การล่มสลาย มีประชาชนเพียงส่วนน้อยที่อพยพหนีออกมากันได้ และต้องเริ่มต้นตั้งอารยธรรมมนุษย์กันใหม่หมด ดังนั้นพวกเขาจึงจารึกเรื่องราวทั้งหลาย เพื่อถ่ายทอดสู่อนุชนรุ่นหลังให้รับทราบ
เครดิต : http://www.gmcities.....php?topic=54.0
- Posted 08 October 2010 - 06:18 PM
#54
น่าจะเมืองเดียวกันแหล่ะ ระหว่างมูกับแอนแลนติก
เพราะอารยธรรมก็คล้ายๆกัน
เพราะอารยธรรมก็คล้ายๆกัน
Do not good only behind
- Posted 09 October 2010 - 02:23 AM
#55
19. อัลเลน โป บิดานิยายนักสืบ กับผู้มาเยือนหลุมศพลึกลับ

เอ็ดการ์ อัลเลน โป เป็นนักเขียนสหรัฐฯ ผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็นบิดาแห่งวรรณกรรมรหัสคดี* (Mystery) จากเรื่องสั้น "คดีฆาตกรรมที่ถนนมอร์ก" (The Murders in the Rue Morgue) ซึ่งเป็นเรื่องราวของ ออกุสต์ ดูแปง ต้องเข้าไปสืบคดีฆาตกรรมในห้องปิดตายบนอาคารแห่งหนึ่ง จนกระทั่งดูแปงกลายเป็นตัวละครต้นแบบของนักสืบรายอื่นๆ ในยุคต่อมาอย่างเชอร์ล็อก โฮมส์ ของ โคนัน ดอยล์ และ ปัวโรต์ ของ อกาธา คริสตี
โป เกิดวันที่ 19 ม.ค. 1809 และเสียชีวิตในเดือน ต.ค. ปี 1849 โดยที่แม้แต่ความตายของเขาเองก็ยังเป็นปริศนา
หนังสือพิมพ์หลายฉบับในสมัยนั้นรายงานว่าเขาเสียชีวิตจากอาการ "ติดเชื้อในสมอง" ซึ่งน่าจะมาจากการติดสุรา แต่บันทึกทางการแพทย์และใบมรณบัตรของเขาก็หายสาปสูญ ทั้งนี้ก่อนหน้าการเสียชีวิต โป มีอาการเพ้อ ไม่สามารถควบคุมตนเองให้อธิบายอาการป่วยได้ เสื้อที่เขาใส่ก็ไม่ใช่ของตัวเขาเอง และคืนก่อนเสียชีวิตเขายังเพ้อถึงชื่อ "เรย์โนลด์" ซ้ำ ๆ
ความลึกลับของโปยังคงถ่ายทอดผ่านข้ามศตวรรษแม้เขาจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ไม่ใช่เพียงแค่นิยายแนวโกธิคและเรื่องแนวรหัสคดีของเขาเท่านั้น แต่ 100 ปี หลังจากการเสียชีวิตของโป ก็เริ่มมีคนลึกลับสวมชุดดำ ปกปิดใบหน้าด้วยผ้าคลุม เดินเข้าไปที่ป้ายหลุมศพของ โป ในบัลติมอร์ ในทุก ๆ วันครบรอบวันเกิดของเขา และจะดื่มคอนยัคเพื่อคารวะก่อนจะวางขวดคอนยัคที่เหลือเครื่องดื่มไว้ครึ่งขวด พร้อมดอกกุหลาบแดง 3 ดอก ไว้หน้าป้ายหลุมศพ โดยบางครั้งก็มีการทิ้งโน้ตเอาไว้ด้วย

บุคคลปริศนาผู้นี้ถูกเรียกว่า 'ผู้ดื่มคารวะแก่โป' (Poe Toaster) เขาไปที่หลุมศพของโปเพื่อทำแบบเดียวกันทุก ๆ ปี ตั้งแต่ปี 1949 จนกระทั่งถึงถึงปี 1993 ผู้ดื่มคารวะแก่โป ก็ทิ้งโน้ตเอาไว้ว่า "คบเพลิงจะถูกส่งต่อ" ทำให้เชื่อว่าผู้ดื่มคารวะแก่โปกำลังจะเสียชีวิต จนในปี 1999 ก็มีโน้ตวางไว้ยืนยันว่าผู้ดื่มคารวะโปคนเก่าเสียชีวิตแล้ว และมีผู้ดื่มคารวะโปคนต่อไปมาสืบทอด
ปริศนากลับมาอีกครั้งในวันครบรอบวันเกิดของโปปีนี้ (19 ม.ค. 2010) เมื่อไม่พบบุคคลนิรนามมาวางคอนยัคและกุหลาบ 3 ดอกเช่นทุกปีที่ผ่านมา ทำให้หลายคนสงสัยว่าผู้ดื่มคารวะโปรุ่นต่อมาหายไปไหน หรือเขาจะเสียชีวิตแล้ว
เจฟ เจอโรม ภัณฑรักษ์ของ 'บ้านและพิพิธภัณฑ์เอ็ดการ์ อัลเลน โป' คือคนที่พบเห็นผู้ดื่มคารวะแก่โปมาตั้งแต่ปี 1976 เขาบอกว่าเขารู้สึกสับสน และไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้มาเยือนลึกลับ
เจอโรมและกลุ่มเพื่อนของเขาที่ชื่นชอบเอ็ดการ์ อัลเลน โป พากันไปที่สุสานเวสมินสเตอร์ที่ซึ่งมีหลุมศพของบิดาวรรณกรรมรหัสตดีอยู่ เพื่อจะได้เฝ้ามองบุคคลลึกลับมาทำการดื่มคารวะโปทุก ๆ ปี
เจฟฟรีย์ ซาวอย เปิดเผยว่าปกติแล้วผู้ดื่มคารวะแก่โปจะมาในช่วงเที่ยงคืนถึงตี 5 ของวันที่ 19 "แต่ในเช้าวันนี้เขาไม่มา" ซาวอยกล่าว
การหายไปของผู้ดื่มคารวะโป ทำให้ผู้มาเฝ้ารอ 50 คนในปีนี้ผิดหวัง ขณะเดียวกันก็ยิ่งทำให้ปริศนาของคน ๆ นี้ดูลึกลับขึ้นไปอีก
เมื่อปี 2007 มีผู้ออกมากล่าวอ้างว่าตนคือผู้ดื่มคารวะแก่โป เขาคือแซม พอร์โพร่า เขาอ้างว่าเขาคิดไอเดียนี้ขึ้นมาในช่วงปลายทศวรรษ 1960 เพื่อทำให้ผู้คนแปลกใจ แต่เจอโรมในฐานะผู้เฝ้าดูเหตุการณ์นี้ปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่ใช่ฝีมือของพอร์โพร่าแน่
แซม พอร์โพร่า เป็นนักประวัติศาสตร์ในโบสถ์เวสต์มินสเตอร์ เขาอ้างว่าเรื่องที่มีการดื่มคารวะโปหน้าหลุมศพโดยเริ่มต้นในปี 1949 นั้นเป็นเรื่องที่เขากุขึ้นมาหลอกสื่อเพื่อสร้างชื่อเสียงหาเงินฟื้นฟูโบสถ์ แต่เจอโรมบอกว่ามีหลักฐานจากหนังสือพิมพ์ที่ระบุผู้ดื่มคารวะโปมาตั้งแต่ปี 1950 โดยหนังสือพิมพ์ฉบับแรกที่ตีพิมพ์เรื่องนี้คือ อีเวนนิงซัน ของบัลติมอร์
แต่สิ่งที่พอร์โพร่าเล่าก็มีอะไรหลายอย่างไม่ตรงกับความจริง "เรื่องของแซมมีช่องโหว่ใหญ่มาก ใหญ่มากพอที่จะขับรถบรรทุกผ่านเข้าไปได้" เจอโรมกล่าว หลังจากที่เขาสำรวจเรื่องนี้
นอกจากพอร์โพร่าแล้ว ไม่มีใครอื่นอีกเลยที่ประกาศตนว่าเป็นผู้ดื่มคารวะโป แต่ล่าสุดมีคนสงสัยว่าผู้ดื่มคารวะโปจะเป็นกวีชาวบัลติมอร์ผู้มีนิสัยช่างหยอกเย้าที่ชื่อ เดวิด แฟรงค์ ซึ่งเขาเพิ่งจะเสียชีวิตลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ราฟาเอล อัลวาเรซ เพื่อนของเดวิด แฟรงค์ และเป็นประธานสมาคมเอ็ดการ์ อัลเลน โป ในบัลติมอร์เปิดเผยว่า แฟรงค์เป็นผู้ที่คลั่งไคล้ในตัวอัลเลน โป มาก เขายังเป็นคนที่มีความขี้เล่นขนาดว่าเคยนำ 'ส่วนลับ' ในร่างกายเขาเข้าเครื่องถ่ายเอกสารของสำนักงานกองทุนประกันสังคม แล้วนำภาพที่ได้มาแสดง อีกหลายปีต่อมาเขาแกล้งทำตัวเป็นกวีพิการที่นั่งล้อเข็นแล้วขอรับบริจาคจากคนที่มุงดู ก่อนที่จะบอกขอบคุณแล้วลุกขึ้นเดินหนีไป
แต่ทั้งอัลวาเรซและเจอโรมก็ยังคงสงสัยในเรื่องนี้ และคิดว่าไม่น่าจะเป็นเดวิด แฟรงค์ โดยเจอโรมบอกว่าเขาเคยเห็นภาพของแฟรงค์และเขามีลักษณะไม่เหมือนกับคนที่มาเยี่ยมหลุมศพโปสักเท่าไหร่ ขณะที่อัลวาเรซบอกว่า แฟรงค์ไม่ใช่แฟนกีฬา และมีท่าทีทางการเมืองเอียงไปในทางฝรั่งเศสมากกว่าสหรัฐฯ
เรื่องที่อัลวาเรซพูดถึง หมายถึงโน้ตที่ผู้ดื่มคารวะโปทิ้งไว้ทุกปี ซึ่งบางปีก็เกี่ยวกับสถานการณ์ทั่วไปในโลก เช่นในปี 2001 โน้ตของผู้ดื่นคารวะโปเขียนถึงการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลซูเปอร์โบวล์ที่ทีมบัลติมอร์ราเวน (ชื่อทีมได้แรงบันดาลใจจากบทกวี 'เดอะ ราเวน' ของโป) จะลงแข่งปะทะกับนิวยอร์คไจแอนท์ ขณะที่ในปี 2004 ก็มีโน้ตที่พูดถึงคอนยัคฝรั่งเศส โดยหลายคนเชื่อว่าโน้ตในปีนี้เป็นการด่าว่าฝรั่งเศสกรณีที่ฝรั่งเศสมีจุดยืนต่อต้านสงครามอิรัก**
ในปี 2006 มีผู้ที่สนใจเรื่องนี้พยายามเข้ามาสืบว่าตัวจริงของผู้ดื่มคารวะโปคือใคร จนเจอโรมบอกว่าเขารู้สึกไม่ดีที่มีคนมาทำลายความสงบ ในปี 2007 ก็มีคนมาที่หลุมศพโป 60 คน รวมถึงคนที่มาจากญี่ปุ่น โดยคราวนี้เจอโรมบอกว่าผู้เข้าเยี่ยมปฏิบัติตัวดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และในปี 2008 ก็เพิ่มขึ้นถึง 150 คน
แต่ความสงสัยก็มีอยู่ในตัวทุกคนไม่จำเพาะต้องเป็นนักสืบ บางคนสงสัยว่าเจอโรมเองน่าจะรู้ตัวจริงของผู้ดื่มคารวะโปมานานแล้ว หรือไม่เช่นนั้นตัวเขาเองนั่นแหละที่เป็นที่เป็นผู้ดื่มคารวะโป
เจอโรมปฏิเสธบอกว่าถ้าเขาทำเช่นนั้นจริงเขาคงตกงานแน่ ๆ สิ่งที่เขารู้และอยากเก็บไว้เป็นความลับมีแค่ลักษณะท่าทางของผู้มาเยือนหลุมศพเท่านั้น
มีหลายคนถามเจอโรมว่าเหตุใดผู้ดื่มคารวะโปถึงไม่มาในปีนี้ (2010) เจอโรมบอกว่ามันมีความเป็นไปได้หลายอย่าง เขาอาจป่วย เจออุบัติเหตุ หรือรู้สึกว่ามีคนมามากเกินไป เจอโรมตั้งขอสันนิษฐานไว้อย่างหนึ่งเช่นกันว่า อาจเป็นเพราะปีที่แล้ว (2009) ครบรอบวันเกิด 200 ปี ของโปพอดี ตัวผู้ดื่มคารวะจึงเห็นว่า ถึงเวลาสมควรแล้วที่จะหยุด
"เขาหยุดแล้วจริงหรือ พวกเราไม่รู้ว่าเขาหยุดจริงหรือเปล่าเขาอาจจะแค่ไม่มาในปีนี้เท่านั้นก็ได้" เจอโรมกล่าว
เครดิต : http://www.prachatai...l/2010/01/27422

เอ็ดการ์ อัลเลน โป เป็นนักเขียนสหรัฐฯ ผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็นบิดาแห่งวรรณกรรมรหัสคดี* (Mystery) จากเรื่องสั้น "คดีฆาตกรรมที่ถนนมอร์ก" (The Murders in the Rue Morgue) ซึ่งเป็นเรื่องราวของ ออกุสต์ ดูแปง ต้องเข้าไปสืบคดีฆาตกรรมในห้องปิดตายบนอาคารแห่งหนึ่ง จนกระทั่งดูแปงกลายเป็นตัวละครต้นแบบของนักสืบรายอื่นๆ ในยุคต่อมาอย่างเชอร์ล็อก โฮมส์ ของ โคนัน ดอยล์ และ ปัวโรต์ ของ อกาธา คริสตี
โป เกิดวันที่ 19 ม.ค. 1809 และเสียชีวิตในเดือน ต.ค. ปี 1849 โดยที่แม้แต่ความตายของเขาเองก็ยังเป็นปริศนา
หนังสือพิมพ์หลายฉบับในสมัยนั้นรายงานว่าเขาเสียชีวิตจากอาการ "ติดเชื้อในสมอง" ซึ่งน่าจะมาจากการติดสุรา แต่บันทึกทางการแพทย์และใบมรณบัตรของเขาก็หายสาปสูญ ทั้งนี้ก่อนหน้าการเสียชีวิต โป มีอาการเพ้อ ไม่สามารถควบคุมตนเองให้อธิบายอาการป่วยได้ เสื้อที่เขาใส่ก็ไม่ใช่ของตัวเขาเอง และคืนก่อนเสียชีวิตเขายังเพ้อถึงชื่อ "เรย์โนลด์" ซ้ำ ๆ
ความลึกลับของโปยังคงถ่ายทอดผ่านข้ามศตวรรษแม้เขาจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ไม่ใช่เพียงแค่นิยายแนวโกธิคและเรื่องแนวรหัสคดีของเขาเท่านั้น แต่ 100 ปี หลังจากการเสียชีวิตของโป ก็เริ่มมีคนลึกลับสวมชุดดำ ปกปิดใบหน้าด้วยผ้าคลุม เดินเข้าไปที่ป้ายหลุมศพของ โป ในบัลติมอร์ ในทุก ๆ วันครบรอบวันเกิดของเขา และจะดื่มคอนยัคเพื่อคารวะก่อนจะวางขวดคอนยัคที่เหลือเครื่องดื่มไว้ครึ่งขวด พร้อมดอกกุหลาบแดง 3 ดอก ไว้หน้าป้ายหลุมศพ โดยบางครั้งก็มีการทิ้งโน้ตเอาไว้ด้วย

บุคคลปริศนาผู้นี้ถูกเรียกว่า 'ผู้ดื่มคารวะแก่โป' (Poe Toaster) เขาไปที่หลุมศพของโปเพื่อทำแบบเดียวกันทุก ๆ ปี ตั้งแต่ปี 1949 จนกระทั่งถึงถึงปี 1993 ผู้ดื่มคารวะแก่โป ก็ทิ้งโน้ตเอาไว้ว่า "คบเพลิงจะถูกส่งต่อ" ทำให้เชื่อว่าผู้ดื่มคารวะแก่โปกำลังจะเสียชีวิต จนในปี 1999 ก็มีโน้ตวางไว้ยืนยันว่าผู้ดื่มคารวะโปคนเก่าเสียชีวิตแล้ว และมีผู้ดื่มคารวะโปคนต่อไปมาสืบทอด
ปริศนากลับมาอีกครั้งในวันครบรอบวันเกิดของโปปีนี้ (19 ม.ค. 2010) เมื่อไม่พบบุคคลนิรนามมาวางคอนยัคและกุหลาบ 3 ดอกเช่นทุกปีที่ผ่านมา ทำให้หลายคนสงสัยว่าผู้ดื่มคารวะโปรุ่นต่อมาหายไปไหน หรือเขาจะเสียชีวิตแล้ว
Spoiler
เจฟ เจอโรม ภัณฑรักษ์ของ 'บ้านและพิพิธภัณฑ์เอ็ดการ์ อัลเลน โป' คือคนที่พบเห็นผู้ดื่มคารวะแก่โปมาตั้งแต่ปี 1976 เขาบอกว่าเขารู้สึกสับสน และไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้มาเยือนลึกลับ
เจอโรมและกลุ่มเพื่อนของเขาที่ชื่นชอบเอ็ดการ์ อัลเลน โป พากันไปที่สุสานเวสมินสเตอร์ที่ซึ่งมีหลุมศพของบิดาวรรณกรรมรหัสตดีอยู่ เพื่อจะได้เฝ้ามองบุคคลลึกลับมาทำการดื่มคารวะโปทุก ๆ ปี
เจฟฟรีย์ ซาวอย เปิดเผยว่าปกติแล้วผู้ดื่มคารวะแก่โปจะมาในช่วงเที่ยงคืนถึงตี 5 ของวันที่ 19 "แต่ในเช้าวันนี้เขาไม่มา" ซาวอยกล่าว
การหายไปของผู้ดื่มคารวะโป ทำให้ผู้มาเฝ้ารอ 50 คนในปีนี้ผิดหวัง ขณะเดียวกันก็ยิ่งทำให้ปริศนาของคน ๆ นี้ดูลึกลับขึ้นไปอีก
เมื่อปี 2007 มีผู้ออกมากล่าวอ้างว่าตนคือผู้ดื่มคารวะแก่โป เขาคือแซม พอร์โพร่า เขาอ้างว่าเขาคิดไอเดียนี้ขึ้นมาในช่วงปลายทศวรรษ 1960 เพื่อทำให้ผู้คนแปลกใจ แต่เจอโรมในฐานะผู้เฝ้าดูเหตุการณ์นี้ปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่ใช่ฝีมือของพอร์โพร่าแน่
แซม พอร์โพร่า เป็นนักประวัติศาสตร์ในโบสถ์เวสต์มินสเตอร์ เขาอ้างว่าเรื่องที่มีการดื่มคารวะโปหน้าหลุมศพโดยเริ่มต้นในปี 1949 นั้นเป็นเรื่องที่เขากุขึ้นมาหลอกสื่อเพื่อสร้างชื่อเสียงหาเงินฟื้นฟูโบสถ์ แต่เจอโรมบอกว่ามีหลักฐานจากหนังสือพิมพ์ที่ระบุผู้ดื่มคารวะโปมาตั้งแต่ปี 1950 โดยหนังสือพิมพ์ฉบับแรกที่ตีพิมพ์เรื่องนี้คือ อีเวนนิงซัน ของบัลติมอร์
แต่สิ่งที่พอร์โพร่าเล่าก็มีอะไรหลายอย่างไม่ตรงกับความจริง "เรื่องของแซมมีช่องโหว่ใหญ่มาก ใหญ่มากพอที่จะขับรถบรรทุกผ่านเข้าไปได้" เจอโรมกล่าว หลังจากที่เขาสำรวจเรื่องนี้
นอกจากพอร์โพร่าแล้ว ไม่มีใครอื่นอีกเลยที่ประกาศตนว่าเป็นผู้ดื่มคารวะโป แต่ล่าสุดมีคนสงสัยว่าผู้ดื่มคารวะโปจะเป็นกวีชาวบัลติมอร์ผู้มีนิสัยช่างหยอกเย้าที่ชื่อ เดวิด แฟรงค์ ซึ่งเขาเพิ่งจะเสียชีวิตลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ราฟาเอล อัลวาเรซ เพื่อนของเดวิด แฟรงค์ และเป็นประธานสมาคมเอ็ดการ์ อัลเลน โป ในบัลติมอร์เปิดเผยว่า แฟรงค์เป็นผู้ที่คลั่งไคล้ในตัวอัลเลน โป มาก เขายังเป็นคนที่มีความขี้เล่นขนาดว่าเคยนำ 'ส่วนลับ' ในร่างกายเขาเข้าเครื่องถ่ายเอกสารของสำนักงานกองทุนประกันสังคม แล้วนำภาพที่ได้มาแสดง อีกหลายปีต่อมาเขาแกล้งทำตัวเป็นกวีพิการที่นั่งล้อเข็นแล้วขอรับบริจาคจากคนที่มุงดู ก่อนที่จะบอกขอบคุณแล้วลุกขึ้นเดินหนีไป
แต่ทั้งอัลวาเรซและเจอโรมก็ยังคงสงสัยในเรื่องนี้ และคิดว่าไม่น่าจะเป็นเดวิด แฟรงค์ โดยเจอโรมบอกว่าเขาเคยเห็นภาพของแฟรงค์และเขามีลักษณะไม่เหมือนกับคนที่มาเยี่ยมหลุมศพโปสักเท่าไหร่ ขณะที่อัลวาเรซบอกว่า แฟรงค์ไม่ใช่แฟนกีฬา และมีท่าทีทางการเมืองเอียงไปในทางฝรั่งเศสมากกว่าสหรัฐฯ
เรื่องที่อัลวาเรซพูดถึง หมายถึงโน้ตที่ผู้ดื่มคารวะโปทิ้งไว้ทุกปี ซึ่งบางปีก็เกี่ยวกับสถานการณ์ทั่วไปในโลก เช่นในปี 2001 โน้ตของผู้ดื่นคารวะโปเขียนถึงการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลซูเปอร์โบวล์ที่ทีมบัลติมอร์ราเวน (ชื่อทีมได้แรงบันดาลใจจากบทกวี 'เดอะ ราเวน' ของโป) จะลงแข่งปะทะกับนิวยอร์คไจแอนท์ ขณะที่ในปี 2004 ก็มีโน้ตที่พูดถึงคอนยัคฝรั่งเศส โดยหลายคนเชื่อว่าโน้ตในปีนี้เป็นการด่าว่าฝรั่งเศสกรณีที่ฝรั่งเศสมีจุดยืนต่อต้านสงครามอิรัก**
Spoiler
ในปี 2006 มีผู้ที่สนใจเรื่องนี้พยายามเข้ามาสืบว่าตัวจริงของผู้ดื่มคารวะโปคือใคร จนเจอโรมบอกว่าเขารู้สึกไม่ดีที่มีคนมาทำลายความสงบ ในปี 2007 ก็มีคนมาที่หลุมศพโป 60 คน รวมถึงคนที่มาจากญี่ปุ่น โดยคราวนี้เจอโรมบอกว่าผู้เข้าเยี่ยมปฏิบัติตัวดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และในปี 2008 ก็เพิ่มขึ้นถึง 150 คน
แต่ความสงสัยก็มีอยู่ในตัวทุกคนไม่จำเพาะต้องเป็นนักสืบ บางคนสงสัยว่าเจอโรมเองน่าจะรู้ตัวจริงของผู้ดื่มคารวะโปมานานแล้ว หรือไม่เช่นนั้นตัวเขาเองนั่นแหละที่เป็นที่เป็นผู้ดื่มคารวะโป
เจอโรมปฏิเสธบอกว่าถ้าเขาทำเช่นนั้นจริงเขาคงตกงานแน่ ๆ สิ่งที่เขารู้และอยากเก็บไว้เป็นความลับมีแค่ลักษณะท่าทางของผู้มาเยือนหลุมศพเท่านั้น
มีหลายคนถามเจอโรมว่าเหตุใดผู้ดื่มคารวะโปถึงไม่มาในปีนี้ (2010) เจอโรมบอกว่ามันมีความเป็นไปได้หลายอย่าง เขาอาจป่วย เจออุบัติเหตุ หรือรู้สึกว่ามีคนมามากเกินไป เจอโรมตั้งขอสันนิษฐานไว้อย่างหนึ่งเช่นกันว่า อาจเป็นเพราะปีที่แล้ว (2009) ครบรอบวันเกิด 200 ปี ของโปพอดี ตัวผู้ดื่มคารวะจึงเห็นว่า ถึงเวลาสมควรแล้วที่จะหยุด
"เขาหยุดแล้วจริงหรือ พวกเราไม่รู้ว่าเขาหยุดจริงหรือเปล่าเขาอาจจะแค่ไม่มาในปีนี้เท่านั้นก็ได้" เจอโรมกล่าว
เครดิต : http://www.prachatai...l/2010/01/27422
- Posted 09 October 2010 - 04:39 PM
#56
ชอบๆๆๆ
ขออีกเยอะๆนะคับ!
ขออีกเยอะๆนะคับ!

เทรนเนอร์การ์ดทำเองใบแรก เย้!
- Posted 09 October 2010 - 08:48 PM
#57
20. แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์

แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ คือบุคคล อันตราย ใน ทศวรรษที่ 1880 เป็นบุคคลที่ก่อ คดี ฆาตกรรม สยองขวัญขึ้น ใน ช่วง 31 สิงหาคม - 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1888 เป็นช่วงเวลาที่ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ฆาตกกรมไป ทั้งหมด 5 คน เป็นต้นแบบของ ครีฆาตกรรมต่อเนื่อง และไม่สามารถ มีตำรวจ คนไหนสามารถจับเขา ได้
ย้อนไปใน ลอนดอน เมื่อ ค.ศ. 1888 เป็นช่วงเวลาของ เจ้าหญิงวิคตอเรีย เป็นยุคที่ถือว่า เจริญรุ่งเรือง มาใน ลอนดอน ยุคนั้น แต่อีกด้านนึงก็คือ เป็นยุคที่เกิดการ ปล้นฆ่าชิงทรัพย์ มาที่สุดเนื่องจาก ความยากไร้ ของชาวบ้าน ชาวบ้านทุกคนจึงหาเช้ากินค่ำ แทบทุกคน เนื่องจาก เศษฐกิจ ยุคนั้น ตกต่ำมากๆ หญิงสาวในยุคนั้น นอกจาก อาชีพ เสริพ อาหาร และ แม่บ้าน นั้น อาชีพที่ได้รับการยอมรับมาที่สุดคือ อาชีพ โสเภณี หญิงสาวส่วนใหญ่ของลอนดอน 70% เป็นโสเภณี
เหยื่อรายที่ 1 ฆาตกรรมที่ ไวท์แชมเพล
ไวท์แชมเพล เป็นเขต ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ประมาณ 90,000 คนเป็นเด็กและ หญิงสาว 70,000 คน เหยื่อ รายแรกคือ แมรี่ แอนน์ นิคอลส์ เกิดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 1845 เธอแต่งงาน กับ วิลเลี่ยม นิคอลส์ ในปี 1864 มีลูกด้วยกัน 5 คน เขาและแมรี่ แยกทางกัน แมรี่ จึงไปเป็น โสเภณี เพื่อเลี้ยงดูชีพ ในระหว่างปี 1883-87 เธอไปอยู่กับพ่อของเธอ คืนเกิดเหตุ วันที่ 30 ส.ค. 1888 ฝนตกหนักตลอดทั้งวัน มีผู้พบเห็นแมรี่ เดินอยู่ใน ถนนไวท์แชมเพล เวลา 02.30 น. ขณะแมรี่ กำลังคุยกับเพื่อนร่วมห้องของเธอ อีมีลี่ หล่อนเห็นว่า แมรี่ เมามาก จึงบอกให้แมรี่ กลับไปยังห้องพัก แต่แมรี่ยังไม่กลับ อีกประเดี๋ยวฉันจะกลับ
03.40 น. ขณะที่ พนักงานขับรถกำลังเดินไปตามถนน บั๊คโรว์ เขาเห็นอะไรบางอย่างที่ประตูโรงเก็บม้า ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นผ้ายางวางกองอยู่ จึงเข้าไปดูเผื่อว่ามันจะยังใช้การได้ เมื่อเดินไปถึง เขาเห็นร่างของผู้หญิง นอนหงาย อยู่ จึงเรียกตำรวจ ให้มาดูศพในทันที
ตำรวจและทีมแพทย์ชันสูตร ศพรีบเร่งเข้ามาดู ภาพที่เขาเห็นนั่น ช่างน่ากลัวยิ่งนัก เป็นภาพของหญิงสาวดูฆ่าปาดคอ จากบริเวณ ติ่งหูซ้ายมายังไหล่ขวา สอง รอย และ กระโปรงถูกดึงขึ้นมาเหนือหัวเข่า และ รอยมีดถูกกรีดปากท้องให้อ้าขึ้น แล้วควักตับไต ไส้พุงออกมา กองไว้ ภาพที่สยดสยองนี้ ติดตา ของพวกตำรวจและหมอ ไป ในวันต่อมา ตำรวจได้ถามผู้พบเห็นเหตุการณ์ ไม่มีใครพบเห็นผู้ต้องสงสัย จึงสอบปากคำ พนักงานขับรถผู้พบศพ เขาให้การว่า เขาเห็นเหมือนกองผ้ากองอยู่แต่พอเข้าไปใกล้กลับเป็น ร่างของหญิงสาวนอนหงายอยู่ เขาจึงเรียกตำรวจมายังที่เกิดเหตุ และเขาบอกว่าในบริเวณนั้น ไม่พบเหตุบุคคลน่าสงสัยเลย ทางเจ้าของคอกม้า ที่พบศพ บอกว่า เขาไม่ได้ยินเสียงหรือผู้น่าสงสัยเลย หมอบอก เวลาที่ตายน่าจะก่อนพบศพประมาณ 1 ชม. ขณะตำรวจกำลังมืดแปดด้าน ก็มีชายผู้หนึ่งให้ความช่วยเหลือ บอกว่า จะเป็นชายอันธพาลคนหนึ่งที่มีฉายา ผ้ากันเปื้อนหนัง ที่ชอบรีดไถ โสเภณี และขู่ว่าจะฆ่า หลายต่อหลายครั้ง ตำรวจทราบจึงจะเข้าจับคุม แต่คนร้ายไหวตัวทันหนีไปหลบ ในบ้านญาติ ทำให้ตำรวจไม่สามารถจับตัวได้
เหยื่อรายที่ 2 แอนนี่ แช๊ปแมน
แอนนี่ แช๊ปแมน เธออาศัยอยู่กับ สามี ของเธอ จอห์น แช๊ปแมน เธอมีลูกด้วยกัน 3 คน ลูกคนแรกเธอ เอมิลี่ เสียชีวิต จากโรคเหยื่อสมองอักเสบ เมื่ออายุ 12 ปี ลูกชายของเขา จอห์น พิการและถูกส่งไปยังสถารับเลี้ยงคนพิการ ลูกคนที่สามของเธอ จอร์จิน่า ถูกส่งไปยังสถาบันที่ฝรั่งเศษ แอนนี่ เป็นหญิงที่ฝันเฟื่อง เมื่อลูกสาวเสียชิวิต เธอจึงออกจากครอบครัว มาอาศัยอยู่กับช่างทำตะแกรงเหล็ก แต่ไม่นาน เมื่อ ช่างทำตะแกรงเหล็กรู้ว่าเธอ ดื่มหนักมาก ทั้งสองจึงหย่าร้างกัน ปีที่เกิดเหตุแอนนี่ อายุได้ 47 ปี สูง 5 ฟุต สุขภาพของเธอไม่ค่อยดีนักเป็นโรคปอด และ เนื้อเหยื่อสมองอักเสบ เธอมีชิวิตอยู๋ได้ไม่นาน แต่ก็ไม่ได้จบชีวิตเพราะโรคร้าย โดย ฝีมือ ของ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ วันที่ 7 กันยายน 1888 05.20-05.30 น. ช่างไม้ที่อาศัยอยู่บริเวณ ถนน ฮันเบอรี่ ได้ยินเสียงคนคุยกันบริเวณ ลานหน้าบ้าน เป็นเสียงของคนถกเถียงกัน แล้วก็มีเสียง คน หรือ อะไรบางอย่าง กระแทกเข้ากับไม้อย่างแรง แต่ก็ไม่ได้เฉลียวใจอะไร เพราะนึกว่าเป็นแค่เสียงคนทพเลาะกัน ต่อมา 05.45 น. - 06.00 จากนั้น จอห์น เดวิส พนักงานขับรถ บนถนนฮันเบอรี่ ซึ่งพักอยู่ในบ้านเลขที่ 29 ถนนฮันเบอรี่ ลงมาที่ชั้นล่าง และเข้าไปในลานบ้าน ได้พบกับร่างของ แอนนี่ แช็ปแมน เธอนอนขนาบกับ แนวรั้วบ้าน ศรีษะห่างจากบันได 6 นิ้ว แขนซ้ายวางพาดหน้าอกซ้าย หน้าเจ็มไปด้วยเลือด และ ลำคอ ถูกเชือดแผลเหวอะหวะ กระโปงถูกถกขึ้นถึงหัวเข่า พอเห็นดังนั้นจึงตะโกนเรียกคนใด ทุกคนลุมดูสภาพศพที่น่ากลัว นอนจมกองเลือด ใน ช่วงเช้า หมอได้ชันสูตรเบื้องต้นเห็นใบหน้าที่บวมเป่ง ลิ้นซึ่งบวมเช่นกัน แลบออกมาระหว่างฟัน แขนขาเริ่มแข็ง ลำคอถูกเชือดแผลลึกประมาณ 2 นิ้ว และตายมาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เขาคิดว่า น่าจะฆาตกรรมบนลานบ้านเพราะบริเวณอื่นไม่มีรอยเลือด ต่อมาได้กระทำการสำรวจบริเวณศพพบ กระเป๋าของแอนนี่ ซึ่งเปิดอ้าอยุ่ตกอยู่ใกล้ๆ และยังมีข้าวของอื่นๆ ผ้ามัสลินเนื้อหยาบผืนหนึ่ง หวี ซองจาหมายเก่าๆ ใส่ยาสองเม็ดและที่ซองมี อักษร เอ็ม นอกจากนั้นยังมี แหวนทองเหลืองสองสามวงที่เพื่อนเธอให้ไว้หายไปจากที่เกิดเหตุ บรรดาตำรวจ นักสืบ รีบทำการค้นหาตัวผู้ต้องสงสัยในทันที
ผู้ต้องสงสัย ในคดี แอนนี่ แช็ปแมน มีหลายรายแต่ รายที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุดคือ ไพเซ่อร์ ฉายา ผ้ากันเปื้อนหนัง เป็นชาวยิวโปลิช และเป็นช่างทำรองเท้า วัย 30 หลังจากตำรวจไล่ล่าอยู่อาทิตย์กว่า ในที่สุดวันที่ 10 กันยายน เขาก็จนมุมในบ้านญาติเลขที่ 22 ถนนมัลเบอรี่ และถูกนำตัวไปสถานนีตำรวจ ตำรวจพบ มีดยาว 5 เล่มในบ้านพักของ ไพเซ่อร์ แต่ ไพเซ่อร์ยังอ้างว่า เป็นมีดที่เขาไว้ทำรองเท้าหนัง อันเป็นอาชีพของเขา หลังจากถูกขัง อยู่ 2 วัน ไพเซ่อร์ ได้ถูกปล่อยตัวจากห้องขัง เนื่องจาก การสอบสวนเขา มีพยานหลักฐานในวันที่ และ เป็นความจริง ในช่วงสองสามวันตำรวจได้จับผู้ต้องหา 7 ราย แต่คนที่ตำรวจหามากที่สุดคือ กุ๊ก เฮนรี่ พิกก๊อทท์ วัย 53 ปี เพราะมีคนพบเขาในวันเกิดเหตุคดีแรกที่ ไวท์แชมเพล แต่ พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ชี้ว่า คนนี้ไม่ใช่คนเดียวกับคนในคดีแรก พิกกอทท์ จึงถูกปล่อยตัว ต่อมา จากการกดดัน จากหนังสือพิมพ์ กระทรวงมหาดไทยเลย สั่งให้ปิดคดีให้เร็วที่สุด โดยมีเงินรางวัล สำหรับผู้ที่แจ้งเบาะแส ให้กับทางตำรวจ จากนั้นก็จับผู้ต้องหาอีก 2-3 คนแต่ทั้งหมด มีอาการทางประสาท เกือบทั้งหมด และ ก็มีพยานหลักฐานครบถ้วน
ดูเหมือนว่า ในคดี แอนนี่ แช็ปแมน จะยังไม่โหดพอสำหรับให้ชาวลอนดอน จดจำ แจ๊ด เดอะ ริปเปอร์ ได้ เพียงไม่ถึงหนึ่งเดือน ต่อจากนั้น เกิดคดี ฆาตกรรมสยองขวัญมากที่สุดในลอนดอน เป็นการฆาตกรรมแบบ 2 ราย ในคืนเดียว และทั้งสองศพ เวลาการตายห่างกันไม่ถึง ชม. เหยื่อรายที่สาวของ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ อลิซาเบ็ธ สไตรค์ เธฮเกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษจิกายน 1843 และเธอ ได้ขึ้นทะเบียนเป็ย โสเภณี หมายเลข 97 ในวันที่ 29 กันยายน เวลา 18.30 น. อลิซาเบ็ธ แทนเน่อร์ กับ อลิซาเบ็ธ สไตรค์ได้ไปดื่มเหล้าด้วยกัน ในเวลา 23.45 น. วิลเลี่ยม มาแชล ซึ่งเป็น กรรมกร เขาเห็น การสนทนาของหญิงชายคู่หนึ่ง แล้วทั้งสองฝ่ายก็จูบกันแล้วฝ่ายชายก็พูดขึ้นว่า "เธอจะพูดอะไรก็ได้ ยกเว้น สวดมนต์" และทั้งสองก็เดินไป สู้ ดั๊ทฟิลด์สย้าร์ด 30 กันยายน เวลา 01.00 น.หลุยส์ ดีมชู้ทซ์ เป็นชาวยิว รัสเซีย เป็นพนักงานสโมรสรการศึกษาวิชาชีพ ของกลุ่มคนนิยมชาวยิว ก่อนที่ ดีมชูทซ์ จะนำม้าไปเก็บ ในคอก ที่ จ๊อร์จย้าร์ด
แต่ม้าไม่เต็มใจเข้าไปในลาน มันกลับเลี้ยวไปทางซ้าย ดีมชูทซ์มองไปที่พื้น พบสิ่งแปลกประหลาดอย่างหนึ่งจึงลองเขี่ยดู ด้สวยด้ามแส้ จากนั้นก็จุดไม้ขีดขึ้น แล้วส่องดู ปรากฏว่าเป็นร่างของหญิงสาว ดีมชูทซ์ รีบวิ่งเข้าไปในสโมรสร เพราะกลัวว่าคนร้ายยังอยู่แถวนั้น และจากนั้นเขา ได้เห็น ฆาตกรวิ่งหนี ไปเมื่อตอนที่เขาวิ่งเข้ามาในสโมสร จากนั้น ดีมชูทซ์ รีบวิ่งขึ้นไปดู ภรรยาชั้นบนทันทีด้วยความเป็นห่วง แต่หล่อนยังอยู๋กับคนอื่นๆ จากนั้น ดีมชูทซ์ เล่าเรื่องให้คนอื่นๆ ฟัง ว่าไม่รู้ว่า ผู้หญิงคนนั้น เมาหลับไป หรือ ตายแล้ว พวกเขาจึงไปดูศพ เห็น ผู้หญิงแขนวางผาดเหนือท้องนิดหน่อย และข้อมือชุ่มไปด้วยเลือด ที่ลำคอถูกกรีด เป็นทางยาว พวกเขาจึงรีบเรียกตำรวจมาดูแพทย์สองนาย ได้มาตรวจดูศพของ อลิซาเบ็ธ สไตรค์ มีรอยแผลที่คอถูกกรีดยาว 6 นิ้ว เริ่มจากด้านซ้ายต่ำกว่า ขากรรไกร 2.5 นิ้ว กรีดตัดหลอดลมขาด สภาพศพเหมือนกับ แอนนี่ แช็ปแมน
คัทรีน เอ๊ดโดว์ส เกิดในเมือง วู๊ล์ฟเวอร์ แฮมตั้น เมื่อวันที่ 14 เมษายน 1842 ขณะที่เสียชีวิต คัทรีน อายุ 47 ปี เธฮสูง 5 ฟุต วันเกิดเหตุ เธอสวมหมวกฟางสีดำ ขลิบกำมะหยี่ เขียวและดำ สวมร้อยลูกปัดสีดำ และคาดผ้ากันเปื้อนสีขาว 29 กันยายน เวลา 20.30 ตำรวจผู้หนึ่ง พบ คัทรีน เดินอยู่บนถนน และทำเสียง เลียนสัญญาณดับเพลิง และเดินเซไปเซมา ตำรวจถามชื่อของเธอ เธอตอบว่า ไม่มี ตำรวจจึง นำตัวเธอไปขังในห้องขังเพื่อ สงบสติอารมณ์ วันที่ 30 กันยายน 00.50 คัทรีน ถูกปล่อยตัว ตำรวจถามชื่อเธฮอีกครั้งเธอตอบว่า แมรี่ แอนน์ แคลลี่ 01.00 (เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พบศพอลิซาเบ็ธ สไตร์ค บนถนนเบอร์เน่อ) ก่อนออกจากโรงพัก ตำรวจวานให้เธฮปิดประตูหน้าให้ด้วย เธอจึงตอบว่า "ได้จ้ะ พ่อไก่แก่" นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่ได้ยินจากปากของ คัทรีน เธอยังคงพาดผ้ากันเปื้อน เดินตรงไปยัง จตุรัสมิตร 01.45 น. (45 นาทีหลังจากพบศพของ อลิซาเบ็ธ สไตร์ค) พลตำรวจ เอ๊ดเวิร์ด วัทกิ้นส์ ได้เดินเข้าไปตรวจ ในจตุรัสมิตร เป็นพื้นที่ 4 เหลี่ยม ที่สามารถ เข้า-ออก ได้ 3 ทาง เขาพบกับ ศพของหญิงสาวนอนจมกองเลือด อยู่ทางใต้ของจตุรัสมิตร วัทกิ้นส์ ถูกเชือดคอ และ ถกกระโปรงขึ้นมาเหนือสะเอว ท้องถูกกรีด ลำไส้ทะลัก วัทกิ้นส์ได้กล่าวว่า "ผมเป็นตำรวจมานาน แต่ไม่เคยเห็นภาพน่ากลัวขนาดนี้มาก่อน รอยแผลถูกปาดอ้าขึ้นมาเหมือนหมูในตลาด"
การไต่สวนหาสาเหตุการตายในวันที่ 4 ตุลาคม 1888 แพทย์ทั้งหมดที่ทำการชันสูตรได้พูดตรงกันหมดเรื่อง ฆาตกร มีความสามารถทางกายภาพหรือเป็นหมอผ่าตัด เพราะบริเวณที่ทำการเชือดนั้น ทำให้เครื่องในร่างกายไม่เสียหาย เพียงแต่นำมันออกมาจากร่างกาย ตำรวจจึงชี้ประเด็นไปที่ นำอวัยวะไปขายให้กับ โรงพยาบาล แต่จากการสืบสวน ไม่มีโรงพยาบาลที่ได้รับการขายอวัยวะ แต่ตำรวจยังคงสงสัยกับการที่คนร้ายสามารถเดินไปเดินมาบนถนนโดยที่ตัวชุ่มเลือด ได้อย่างไร ทั้งข่าวหนังสือพิมพ์ และ สื่อมวลชน ต่างตื่นตระหนก กับเหตุการณ์ ดังกล่าว จึงเริ่มมีผู้แจ้งเบาะแส บางกลุ่มก็เรียก ฆาตกรรณรายนี้ว่า ฆาตกรไวท์แชมเพล บ้าง ฆาตกรฆ่าโสเภณี บ้าง แต่ชื่อที่ถูกยอมรับมากที่สุดคือ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ แต่ในที่สุดก็มีนายแพทย์ ซอนเดอร์ส เชื่อว่า การชำแหละร่างกาย ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าคนร้าย มีทักษะทางกายภาพแต่อย่างใด และยังบอกอีกว่า จุดมุ่งหมายยังคงเป็นการขโมยอวัยวะสำคัญ
ต่อมาการสืบสวนสอบสวนผู้คนในจตุรัสมิตรในคดีของคัทรีน ไม่มีใครพบเห็นผู้ต้องสงสัยหรือคนร้ายเลย มีก็แต่ ผู้พบศพคนแรกเท่านั้นแต่เนื่องจากมืดมากทำให้ไม่เห็นว่า เป็นหญิงหรือชาย สูงเท่าไร แต่งกายอย่างไร หนึ่งเดือนต่อมา มีจดหมายหลายฉบับที่ส่งมาที่สำนักข่าว หลายฉบับ แต่มีฉบับหนึ่งที่ทำให้ตำรวจและสื่อมวลชนถึงกับสยองขวัญนั่นก็คือจดหมาย ที่ลงชื่อด้วยคำว่า แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ และหัวจดหมายนั่นคือ "จดหมายจากนรก"
นักทฤษฏี คดี แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ เชื่อว่า เหตุผลที่เขาใช้ชื่อลงท้ายว่า แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ให้คำขยายว่า แจ๊ค เป็นชื่อสามัญ ที่ทุกคนรู้จักดีไม่จำเป็นต้องให้คำขยายใดๆ และ อีกประเด็นคือ แจ๊ค เป็นชื่อของ อาชญากรในอดีตผู้โด่งดังหลายราย เช่น หัวขโมยนักแหกคุก แจ๊ค เช้พผาร์ด เขาตายในปี 1724 จากนั้น แฮร์รสัน เอนสเวิร์ธ นำประวัติของเขามาเขียนใหม่อีกครั้ง และยังมี แจ๊ค แรนน์ ฉายา แจ๊ค 16เส้น เนื่องจากเวลาขี่ม้าเขาชอบประดับขากางเกงด้วยเส้นไหม คนต่อมา แจ๊ค เท้าสปริง เป็นฉายาที่รู้จักกันดี เป็นวายร้ายที่เก่งกาจ ในการปลอมตัวทุกรูปแบบ สร้างความหวาดกลัวทั่วลอนดอนในปี 1837-38 ดังนั้น แจ๊ค จึงเป็นชื่อของ อาชญกร โด่งดังในอดีต เพียงแต่บางคนมองว่า เป็นชื่อของ อาชณกรในนิยายราคาถูก ส่วนคำว่า ริปเปอร์ แปลว่า ผู้ตัด - ฉีก อันเป็นวิธีในการฆาตกรรมของเขา รวมแล้ว ชื่อของเขาก็คือ แจ๊คนักฆ่าชำแหละศพนั่นเอง ส่วนจดหมายที่ถูกส่งมาในวันที่ 25 กันยายน 1888 ถูกเขียนด้วยหมึกแดง ว่า
*เจ้านายที่เคารพ
ผมได้ยินอยู่เรื่อยว่าตำรวจจะจับผม แต่พวกเขายังหาตัวผมไม่ได้เลย ผมได้แต่หัวเราะเมื่อดูพวกเขาช่างฉลาดล้ำและคุยโวว่ากำลังตามตัวไปถูกทาง เรื่องตลกเกี่ยวกับ ผ้ากันเปื้อนหนัง ทำให้อดหัวเราะไม่ได้จริงๆ ผมอยากกำจัดพวกโสเภณีและผมไม่สามารถหยุดเชือดพวกหล่อนได้จนกว่าจะเอาพวกหล่อนมาคาดรอบพุง งานชิ้นสุดท้ายช่าง ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ผมไม่ให้โอกาสสุภาพสตรีผู้นั้นร้องแม้แต่แอะเดียวตำรวจจะจับผมได้อย่างไรกัน ผมรักงานของผมและอยากจะลงมืออีก ในไม่ช้า คุณ จะได้ยินเรื่องราวของผมอีก เล็กๆน้อยๆ เป็นงานอันสนุกของผม ผมอุส่าเกบเลือดไว้ในขวดเบียร์เพื่อเอาไว้ใช้เขียน แต่มันข้นเหมือนกาวผมเลยใช้มันไม่ได้ แค่หมึกแดงก็เพียงพอแล้วสำหรับผม ฮ่าๆๆๆ งานต่อไปของผมก็คือ ผมจะตัดหูของสุภาพสตรีส่งให้
(ด้านหลัง) เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อความสนุกน่ะ คุณว่าไหมขอให้เก็บจดหมายนี่ไว้ก่อน จนกว่าผมจะทำงานเล็กๆน้อยๆเสร็จก่อน แล้วค่อยส่งให้ตำรวจทันที มีดของผมคมมากและน่าใช้ จนผมต้องออกไปทำงานเดียวนี้ ขอให้โชคดี
ด้วยความจริงใจ
แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์
คงไม่ว่านะที่ผมจะใช้ยี่ห้อประจำตัว*
เครดิต : http://walkerz.extee.../20051112/entry

แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ คือบุคคล อันตราย ใน ทศวรรษที่ 1880 เป็นบุคคลที่ก่อ คดี ฆาตกรรม สยองขวัญขึ้น ใน ช่วง 31 สิงหาคม - 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1888 เป็นช่วงเวลาที่ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ฆาตกกรมไป ทั้งหมด 5 คน เป็นต้นแบบของ ครีฆาตกรรมต่อเนื่อง และไม่สามารถ มีตำรวจ คนไหนสามารถจับเขา ได้
ย้อนไปใน ลอนดอน เมื่อ ค.ศ. 1888 เป็นช่วงเวลาของ เจ้าหญิงวิคตอเรีย เป็นยุคที่ถือว่า เจริญรุ่งเรือง มาใน ลอนดอน ยุคนั้น แต่อีกด้านนึงก็คือ เป็นยุคที่เกิดการ ปล้นฆ่าชิงทรัพย์ มาที่สุดเนื่องจาก ความยากไร้ ของชาวบ้าน ชาวบ้านทุกคนจึงหาเช้ากินค่ำ แทบทุกคน เนื่องจาก เศษฐกิจ ยุคนั้น ตกต่ำมากๆ หญิงสาวในยุคนั้น นอกจาก อาชีพ เสริพ อาหาร และ แม่บ้าน นั้น อาชีพที่ได้รับการยอมรับมาที่สุดคือ อาชีพ โสเภณี หญิงสาวส่วนใหญ่ของลอนดอน 70% เป็นโสเภณี
เหยื่อรายที่ 1 ฆาตกรรมที่ ไวท์แชมเพล
ไวท์แชมเพล เป็นเขต ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ประมาณ 90,000 คนเป็นเด็กและ หญิงสาว 70,000 คน เหยื่อ รายแรกคือ แมรี่ แอนน์ นิคอลส์ เกิดเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 1845 เธอแต่งงาน กับ วิลเลี่ยม นิคอลส์ ในปี 1864 มีลูกด้วยกัน 5 คน เขาและแมรี่ แยกทางกัน แมรี่ จึงไปเป็น โสเภณี เพื่อเลี้ยงดูชีพ ในระหว่างปี 1883-87 เธอไปอยู่กับพ่อของเธอ คืนเกิดเหตุ วันที่ 30 ส.ค. 1888 ฝนตกหนักตลอดทั้งวัน มีผู้พบเห็นแมรี่ เดินอยู่ใน ถนนไวท์แชมเพล เวลา 02.30 น. ขณะแมรี่ กำลังคุยกับเพื่อนร่วมห้องของเธอ อีมีลี่ หล่อนเห็นว่า แมรี่ เมามาก จึงบอกให้แมรี่ กลับไปยังห้องพัก แต่แมรี่ยังไม่กลับ อีกประเดี๋ยวฉันจะกลับ
03.40 น. ขณะที่ พนักงานขับรถกำลังเดินไปตามถนน บั๊คโรว์ เขาเห็นอะไรบางอย่างที่ประตูโรงเก็บม้า ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นผ้ายางวางกองอยู่ จึงเข้าไปดูเผื่อว่ามันจะยังใช้การได้ เมื่อเดินไปถึง เขาเห็นร่างของผู้หญิง นอนหงาย อยู่ จึงเรียกตำรวจ ให้มาดูศพในทันที
ตำรวจและทีมแพทย์ชันสูตร ศพรีบเร่งเข้ามาดู ภาพที่เขาเห็นนั่น ช่างน่ากลัวยิ่งนัก เป็นภาพของหญิงสาวดูฆ่าปาดคอ จากบริเวณ ติ่งหูซ้ายมายังไหล่ขวา สอง รอย และ กระโปรงถูกดึงขึ้นมาเหนือหัวเข่า และ รอยมีดถูกกรีดปากท้องให้อ้าขึ้น แล้วควักตับไต ไส้พุงออกมา กองไว้ ภาพที่สยดสยองนี้ ติดตา ของพวกตำรวจและหมอ ไป ในวันต่อมา ตำรวจได้ถามผู้พบเห็นเหตุการณ์ ไม่มีใครพบเห็นผู้ต้องสงสัย จึงสอบปากคำ พนักงานขับรถผู้พบศพ เขาให้การว่า เขาเห็นเหมือนกองผ้ากองอยู่แต่พอเข้าไปใกล้กลับเป็น ร่างของหญิงสาวนอนหงายอยู่ เขาจึงเรียกตำรวจมายังที่เกิดเหตุ และเขาบอกว่าในบริเวณนั้น ไม่พบเหตุบุคคลน่าสงสัยเลย ทางเจ้าของคอกม้า ที่พบศพ บอกว่า เขาไม่ได้ยินเสียงหรือผู้น่าสงสัยเลย หมอบอก เวลาที่ตายน่าจะก่อนพบศพประมาณ 1 ชม. ขณะตำรวจกำลังมืดแปดด้าน ก็มีชายผู้หนึ่งให้ความช่วยเหลือ บอกว่า จะเป็นชายอันธพาลคนหนึ่งที่มีฉายา ผ้ากันเปื้อนหนัง ที่ชอบรีดไถ โสเภณี และขู่ว่าจะฆ่า หลายต่อหลายครั้ง ตำรวจทราบจึงจะเข้าจับคุม แต่คนร้ายไหวตัวทันหนีไปหลบ ในบ้านญาติ ทำให้ตำรวจไม่สามารถจับตัวได้
เหยื่อรายที่ 2 แอนนี่ แช๊ปแมน
แอนนี่ แช๊ปแมน เธออาศัยอยู่กับ สามี ของเธอ จอห์น แช๊ปแมน เธอมีลูกด้วยกัน 3 คน ลูกคนแรกเธอ เอมิลี่ เสียชีวิต จากโรคเหยื่อสมองอักเสบ เมื่ออายุ 12 ปี ลูกชายของเขา จอห์น พิการและถูกส่งไปยังสถารับเลี้ยงคนพิการ ลูกคนที่สามของเธอ จอร์จิน่า ถูกส่งไปยังสถาบันที่ฝรั่งเศษ แอนนี่ เป็นหญิงที่ฝันเฟื่อง เมื่อลูกสาวเสียชิวิต เธอจึงออกจากครอบครัว มาอาศัยอยู่กับช่างทำตะแกรงเหล็ก แต่ไม่นาน เมื่อ ช่างทำตะแกรงเหล็กรู้ว่าเธอ ดื่มหนักมาก ทั้งสองจึงหย่าร้างกัน ปีที่เกิดเหตุแอนนี่ อายุได้ 47 ปี สูง 5 ฟุต สุขภาพของเธอไม่ค่อยดีนักเป็นโรคปอด และ เนื้อเหยื่อสมองอักเสบ เธอมีชิวิตอยู๋ได้ไม่นาน แต่ก็ไม่ได้จบชีวิตเพราะโรคร้าย โดย ฝีมือ ของ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ วันที่ 7 กันยายน 1888 05.20-05.30 น. ช่างไม้ที่อาศัยอยู่บริเวณ ถนน ฮันเบอรี่ ได้ยินเสียงคนคุยกันบริเวณ ลานหน้าบ้าน เป็นเสียงของคนถกเถียงกัน แล้วก็มีเสียง คน หรือ อะไรบางอย่าง กระแทกเข้ากับไม้อย่างแรง แต่ก็ไม่ได้เฉลียวใจอะไร เพราะนึกว่าเป็นแค่เสียงคนทพเลาะกัน ต่อมา 05.45 น. - 06.00 จากนั้น จอห์น เดวิส พนักงานขับรถ บนถนนฮันเบอรี่ ซึ่งพักอยู่ในบ้านเลขที่ 29 ถนนฮันเบอรี่ ลงมาที่ชั้นล่าง และเข้าไปในลานบ้าน ได้พบกับร่างของ แอนนี่ แช็ปแมน เธอนอนขนาบกับ แนวรั้วบ้าน ศรีษะห่างจากบันได 6 นิ้ว แขนซ้ายวางพาดหน้าอกซ้าย หน้าเจ็มไปด้วยเลือด และ ลำคอ ถูกเชือดแผลเหวอะหวะ กระโปงถูกถกขึ้นถึงหัวเข่า พอเห็นดังนั้นจึงตะโกนเรียกคนใด ทุกคนลุมดูสภาพศพที่น่ากลัว นอนจมกองเลือด ใน ช่วงเช้า หมอได้ชันสูตรเบื้องต้นเห็นใบหน้าที่บวมเป่ง ลิ้นซึ่งบวมเช่นกัน แลบออกมาระหว่างฟัน แขนขาเริ่มแข็ง ลำคอถูกเชือดแผลลึกประมาณ 2 นิ้ว และตายมาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เขาคิดว่า น่าจะฆาตกรรมบนลานบ้านเพราะบริเวณอื่นไม่มีรอยเลือด ต่อมาได้กระทำการสำรวจบริเวณศพพบ กระเป๋าของแอนนี่ ซึ่งเปิดอ้าอยุ่ตกอยู่ใกล้ๆ และยังมีข้าวของอื่นๆ ผ้ามัสลินเนื้อหยาบผืนหนึ่ง หวี ซองจาหมายเก่าๆ ใส่ยาสองเม็ดและที่ซองมี อักษร เอ็ม นอกจากนั้นยังมี แหวนทองเหลืองสองสามวงที่เพื่อนเธอให้ไว้หายไปจากที่เกิดเหตุ บรรดาตำรวจ นักสืบ รีบทำการค้นหาตัวผู้ต้องสงสัยในทันที
ผู้ต้องสงสัย ในคดี แอนนี่ แช็ปแมน มีหลายรายแต่ รายที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุดคือ ไพเซ่อร์ ฉายา ผ้ากันเปื้อนหนัง เป็นชาวยิวโปลิช และเป็นช่างทำรองเท้า วัย 30 หลังจากตำรวจไล่ล่าอยู่อาทิตย์กว่า ในที่สุดวันที่ 10 กันยายน เขาก็จนมุมในบ้านญาติเลขที่ 22 ถนนมัลเบอรี่ และถูกนำตัวไปสถานนีตำรวจ ตำรวจพบ มีดยาว 5 เล่มในบ้านพักของ ไพเซ่อร์ แต่ ไพเซ่อร์ยังอ้างว่า เป็นมีดที่เขาไว้ทำรองเท้าหนัง อันเป็นอาชีพของเขา หลังจากถูกขัง อยู่ 2 วัน ไพเซ่อร์ ได้ถูกปล่อยตัวจากห้องขัง เนื่องจาก การสอบสวนเขา มีพยานหลักฐานในวันที่ และ เป็นความจริง ในช่วงสองสามวันตำรวจได้จับผู้ต้องหา 7 ราย แต่คนที่ตำรวจหามากที่สุดคือ กุ๊ก เฮนรี่ พิกก๊อทท์ วัย 53 ปี เพราะมีคนพบเขาในวันเกิดเหตุคดีแรกที่ ไวท์แชมเพล แต่ พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ชี้ว่า คนนี้ไม่ใช่คนเดียวกับคนในคดีแรก พิกกอทท์ จึงถูกปล่อยตัว ต่อมา จากการกดดัน จากหนังสือพิมพ์ กระทรวงมหาดไทยเลย สั่งให้ปิดคดีให้เร็วที่สุด โดยมีเงินรางวัล สำหรับผู้ที่แจ้งเบาะแส ให้กับทางตำรวจ จากนั้นก็จับผู้ต้องหาอีก 2-3 คนแต่ทั้งหมด มีอาการทางประสาท เกือบทั้งหมด และ ก็มีพยานหลักฐานครบถ้วน
ดูเหมือนว่า ในคดี แอนนี่ แช็ปแมน จะยังไม่โหดพอสำหรับให้ชาวลอนดอน จดจำ แจ๊ด เดอะ ริปเปอร์ ได้ เพียงไม่ถึงหนึ่งเดือน ต่อจากนั้น เกิดคดี ฆาตกรรมสยองขวัญมากที่สุดในลอนดอน เป็นการฆาตกรรมแบบ 2 ราย ในคืนเดียว และทั้งสองศพ เวลาการตายห่างกันไม่ถึง ชม. เหยื่อรายที่สาวของ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ อลิซาเบ็ธ สไตรค์ เธฮเกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษจิกายน 1843 และเธอ ได้ขึ้นทะเบียนเป็ย โสเภณี หมายเลข 97 ในวันที่ 29 กันยายน เวลา 18.30 น. อลิซาเบ็ธ แทนเน่อร์ กับ อลิซาเบ็ธ สไตรค์ได้ไปดื่มเหล้าด้วยกัน ในเวลา 23.45 น. วิลเลี่ยม มาแชล ซึ่งเป็น กรรมกร เขาเห็น การสนทนาของหญิงชายคู่หนึ่ง แล้วทั้งสองฝ่ายก็จูบกันแล้วฝ่ายชายก็พูดขึ้นว่า "เธอจะพูดอะไรก็ได้ ยกเว้น สวดมนต์" และทั้งสองก็เดินไป สู้ ดั๊ทฟิลด์สย้าร์ด 30 กันยายน เวลา 01.00 น.หลุยส์ ดีมชู้ทซ์ เป็นชาวยิว รัสเซีย เป็นพนักงานสโมรสรการศึกษาวิชาชีพ ของกลุ่มคนนิยมชาวยิว ก่อนที่ ดีมชูทซ์ จะนำม้าไปเก็บ ในคอก ที่ จ๊อร์จย้าร์ด
แต่ม้าไม่เต็มใจเข้าไปในลาน มันกลับเลี้ยวไปทางซ้าย ดีมชูทซ์มองไปที่พื้น พบสิ่งแปลกประหลาดอย่างหนึ่งจึงลองเขี่ยดู ด้สวยด้ามแส้ จากนั้นก็จุดไม้ขีดขึ้น แล้วส่องดู ปรากฏว่าเป็นร่างของหญิงสาว ดีมชูทซ์ รีบวิ่งเข้าไปในสโมรสร เพราะกลัวว่าคนร้ายยังอยู่แถวนั้น และจากนั้นเขา ได้เห็น ฆาตกรวิ่งหนี ไปเมื่อตอนที่เขาวิ่งเข้ามาในสโมสร จากนั้น ดีมชูทซ์ รีบวิ่งขึ้นไปดู ภรรยาชั้นบนทันทีด้วยความเป็นห่วง แต่หล่อนยังอยู๋กับคนอื่นๆ จากนั้น ดีมชูทซ์ เล่าเรื่องให้คนอื่นๆ ฟัง ว่าไม่รู้ว่า ผู้หญิงคนนั้น เมาหลับไป หรือ ตายแล้ว พวกเขาจึงไปดูศพ เห็น ผู้หญิงแขนวางผาดเหนือท้องนิดหน่อย และข้อมือชุ่มไปด้วยเลือด ที่ลำคอถูกกรีด เป็นทางยาว พวกเขาจึงรีบเรียกตำรวจมาดูแพทย์สองนาย ได้มาตรวจดูศพของ อลิซาเบ็ธ สไตรค์ มีรอยแผลที่คอถูกกรีดยาว 6 นิ้ว เริ่มจากด้านซ้ายต่ำกว่า ขากรรไกร 2.5 นิ้ว กรีดตัดหลอดลมขาด สภาพศพเหมือนกับ แอนนี่ แช็ปแมน
คัทรีน เอ๊ดโดว์ส เกิดในเมือง วู๊ล์ฟเวอร์ แฮมตั้น เมื่อวันที่ 14 เมษายน 1842 ขณะที่เสียชีวิต คัทรีน อายุ 47 ปี เธฮสูง 5 ฟุต วันเกิดเหตุ เธอสวมหมวกฟางสีดำ ขลิบกำมะหยี่ เขียวและดำ สวมร้อยลูกปัดสีดำ และคาดผ้ากันเปื้อนสีขาว 29 กันยายน เวลา 20.30 ตำรวจผู้หนึ่ง พบ คัทรีน เดินอยู่บนถนน และทำเสียง เลียนสัญญาณดับเพลิง และเดินเซไปเซมา ตำรวจถามชื่อของเธอ เธอตอบว่า ไม่มี ตำรวจจึง นำตัวเธอไปขังในห้องขังเพื่อ สงบสติอารมณ์ วันที่ 30 กันยายน 00.50 คัทรีน ถูกปล่อยตัว ตำรวจถามชื่อเธฮอีกครั้งเธอตอบว่า แมรี่ แอนน์ แคลลี่ 01.00 (เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พบศพอลิซาเบ็ธ สไตร์ค บนถนนเบอร์เน่อ) ก่อนออกจากโรงพัก ตำรวจวานให้เธฮปิดประตูหน้าให้ด้วย เธอจึงตอบว่า "ได้จ้ะ พ่อไก่แก่" นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่ได้ยินจากปากของ คัทรีน เธอยังคงพาดผ้ากันเปื้อน เดินตรงไปยัง จตุรัสมิตร 01.45 น. (45 นาทีหลังจากพบศพของ อลิซาเบ็ธ สไตร์ค) พลตำรวจ เอ๊ดเวิร์ด วัทกิ้นส์ ได้เดินเข้าไปตรวจ ในจตุรัสมิตร เป็นพื้นที่ 4 เหลี่ยม ที่สามารถ เข้า-ออก ได้ 3 ทาง เขาพบกับ ศพของหญิงสาวนอนจมกองเลือด อยู่ทางใต้ของจตุรัสมิตร วัทกิ้นส์ ถูกเชือดคอ และ ถกกระโปรงขึ้นมาเหนือสะเอว ท้องถูกกรีด ลำไส้ทะลัก วัทกิ้นส์ได้กล่าวว่า "ผมเป็นตำรวจมานาน แต่ไม่เคยเห็นภาพน่ากลัวขนาดนี้มาก่อน รอยแผลถูกปาดอ้าขึ้นมาเหมือนหมูในตลาด"
การไต่สวนหาสาเหตุการตายในวันที่ 4 ตุลาคม 1888 แพทย์ทั้งหมดที่ทำการชันสูตรได้พูดตรงกันหมดเรื่อง ฆาตกร มีความสามารถทางกายภาพหรือเป็นหมอผ่าตัด เพราะบริเวณที่ทำการเชือดนั้น ทำให้เครื่องในร่างกายไม่เสียหาย เพียงแต่นำมันออกมาจากร่างกาย ตำรวจจึงชี้ประเด็นไปที่ นำอวัยวะไปขายให้กับ โรงพยาบาล แต่จากการสืบสวน ไม่มีโรงพยาบาลที่ได้รับการขายอวัยวะ แต่ตำรวจยังคงสงสัยกับการที่คนร้ายสามารถเดินไปเดินมาบนถนนโดยที่ตัวชุ่มเลือด ได้อย่างไร ทั้งข่าวหนังสือพิมพ์ และ สื่อมวลชน ต่างตื่นตระหนก กับเหตุการณ์ ดังกล่าว จึงเริ่มมีผู้แจ้งเบาะแส บางกลุ่มก็เรียก ฆาตกรรณรายนี้ว่า ฆาตกรไวท์แชมเพล บ้าง ฆาตกรฆ่าโสเภณี บ้าง แต่ชื่อที่ถูกยอมรับมากที่สุดคือ แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ แต่ในที่สุดก็มีนายแพทย์ ซอนเดอร์ส เชื่อว่า การชำแหละร่างกาย ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าคนร้าย มีทักษะทางกายภาพแต่อย่างใด และยังบอกอีกว่า จุดมุ่งหมายยังคงเป็นการขโมยอวัยวะสำคัญ
ต่อมาการสืบสวนสอบสวนผู้คนในจตุรัสมิตรในคดีของคัทรีน ไม่มีใครพบเห็นผู้ต้องสงสัยหรือคนร้ายเลย มีก็แต่ ผู้พบศพคนแรกเท่านั้นแต่เนื่องจากมืดมากทำให้ไม่เห็นว่า เป็นหญิงหรือชาย สูงเท่าไร แต่งกายอย่างไร หนึ่งเดือนต่อมา มีจดหมายหลายฉบับที่ส่งมาที่สำนักข่าว หลายฉบับ แต่มีฉบับหนึ่งที่ทำให้ตำรวจและสื่อมวลชนถึงกับสยองขวัญนั่นก็คือจดหมาย ที่ลงชื่อด้วยคำว่า แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ และหัวจดหมายนั่นคือ "จดหมายจากนรก"
นักทฤษฏี คดี แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ เชื่อว่า เหตุผลที่เขาใช้ชื่อลงท้ายว่า แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ ให้คำขยายว่า แจ๊ค เป็นชื่อสามัญ ที่ทุกคนรู้จักดีไม่จำเป็นต้องให้คำขยายใดๆ และ อีกประเด็นคือ แจ๊ค เป็นชื่อของ อาชญากรในอดีตผู้โด่งดังหลายราย เช่น หัวขโมยนักแหกคุก แจ๊ค เช้พผาร์ด เขาตายในปี 1724 จากนั้น แฮร์รสัน เอนสเวิร์ธ นำประวัติของเขามาเขียนใหม่อีกครั้ง และยังมี แจ๊ค แรนน์ ฉายา แจ๊ค 16เส้น เนื่องจากเวลาขี่ม้าเขาชอบประดับขากางเกงด้วยเส้นไหม คนต่อมา แจ๊ค เท้าสปริง เป็นฉายาที่รู้จักกันดี เป็นวายร้ายที่เก่งกาจ ในการปลอมตัวทุกรูปแบบ สร้างความหวาดกลัวทั่วลอนดอนในปี 1837-38 ดังนั้น แจ๊ค จึงเป็นชื่อของ อาชญกร โด่งดังในอดีต เพียงแต่บางคนมองว่า เป็นชื่อของ อาชณกรในนิยายราคาถูก ส่วนคำว่า ริปเปอร์ แปลว่า ผู้ตัด - ฉีก อันเป็นวิธีในการฆาตกรรมของเขา รวมแล้ว ชื่อของเขาก็คือ แจ๊คนักฆ่าชำแหละศพนั่นเอง ส่วนจดหมายที่ถูกส่งมาในวันที่ 25 กันยายน 1888 ถูกเขียนด้วยหมึกแดง ว่า
*เจ้านายที่เคารพ
ผมได้ยินอยู่เรื่อยว่าตำรวจจะจับผม แต่พวกเขายังหาตัวผมไม่ได้เลย ผมได้แต่หัวเราะเมื่อดูพวกเขาช่างฉลาดล้ำและคุยโวว่ากำลังตามตัวไปถูกทาง เรื่องตลกเกี่ยวกับ ผ้ากันเปื้อนหนัง ทำให้อดหัวเราะไม่ได้จริงๆ ผมอยากกำจัดพวกโสเภณีและผมไม่สามารถหยุดเชือดพวกหล่อนได้จนกว่าจะเอาพวกหล่อนมาคาดรอบพุง งานชิ้นสุดท้ายช่าง ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ผมไม่ให้โอกาสสุภาพสตรีผู้นั้นร้องแม้แต่แอะเดียวตำรวจจะจับผมได้อย่างไรกัน ผมรักงานของผมและอยากจะลงมืออีก ในไม่ช้า คุณ จะได้ยินเรื่องราวของผมอีก เล็กๆน้อยๆ เป็นงานอันสนุกของผม ผมอุส่าเกบเลือดไว้ในขวดเบียร์เพื่อเอาไว้ใช้เขียน แต่มันข้นเหมือนกาวผมเลยใช้มันไม่ได้ แค่หมึกแดงก็เพียงพอแล้วสำหรับผม ฮ่าๆๆๆ งานต่อไปของผมก็คือ ผมจะตัดหูของสุภาพสตรีส่งให้
(ด้านหลัง) เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อความสนุกน่ะ คุณว่าไหมขอให้เก็บจดหมายนี่ไว้ก่อน จนกว่าผมจะทำงานเล็กๆน้อยๆเสร็จก่อน แล้วค่อยส่งให้ตำรวจทันที มีดของผมคมมากและน่าใช้ จนผมต้องออกไปทำงานเดียวนี้ ขอให้โชคดี
ด้วยความจริงใจ
แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์
คงไม่ว่านะที่ผมจะใช้ยี่ห้อประจำตัว*
เครดิต : http://walkerz.extee.../20051112/entry
- Posted 10 October 2010 - 03:50 PM
#58
21. คำสาปฟาโรห์

ใครบังอาจขุดสุสานต้องมีอันเป็นไป ท่ามกลางดึกอันเงียบสงัดที่บ้านในชนบทประเทศอังกฤษ สุนัขตัวหนึ่งได้หอนอย่างโหยหวน เสียงของมันทำให้ทุกคนในบ้านนั้นตื่นขึ้นมาด้วยความเสียวสยองขนลุกไปตาม ๆ กัน มันเฝ้าแต่หอนจนเหนื่อยอ่อนล้มฟุบขาดใจตายไปอย่างเวทนา เหตุการณ์ประหลาดนี้เกินขึ้นที่บ้านของนักโบราณคดีสมัครเล่น ลอร์ดคาร์นาร์วอน อายุ 57 ปี ที่แฮมไชร์ ในเวลาเดียวกับที่สุนัขส่งเสียงหอนนั้น ห่างออกไปหลายพันไมล์ ลอร์ดคาร์นาร์วอน เองกำลังอยู่ในขั้นโคม่า ทุรนทุรายใกล้จะตายอยู่ในห้องโรงแรมคอนติเนตอล นครไคโร ประเทศอียิปต์ นี่คือที่มาจากอาถรรพ์คำสาปแช่งของฟาโรห์ ยุวกษัตริย์ตุตันคาเมน แห่งอียิปต์โบราณ ได้สำแดงอิทธิฤทธิ์คร่า 2 ชีวิตแรก สุนัขและเจ้าของ แล้วติดตามต่อมาด้วยความตายอย่างลึกลับอีกหลายชีวิต ด้วยคำสาปแช่งนี้ ลอร์ดคาร์นาร์วอน เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอียิปต์โบราณได้ทราบดีมาก่อนแล้ว ในระหว่างที่เขาวางแผนการที่จะขุดค้นหาขุมสมบัติในสุสานฟาโรห์ ขณะที่เขายังอยู่อังกฤษ ได้รับคำเตือนจากเคานต์ฮามอน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไอยคุปต์อีกคนหนี่งว่า " ท่านลอร์ดไม่ควรที่จะเข้าไปในสุสานฟาโรห์ เพราะจะพบกับความวิบัติ ถ้าหากยังขัดขืนไม่เชื่อฟังจะได้รับความทุกข์ทรมานจากความเจ็บไข้ และไม่อาจรักษาได้ ความตายจะมาหาท่านเองใน อียิปต์" ลอร์ดคาร์นาร์วอน ก็มีความวิตกกังวลในเรื่องนี้อย่างยิ่ง เขาได้ไปหารือกับโหรที่มีชื่อเสียงถึง 2 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งเขาก็ได้รับคำทำนายว่า จะพบกับความตายอย่างลึกลับ แม้ว่าจะมีความวิตกกังวลในเพียงใด ลอร์ดคาร์นาร์วอน ได้เดินหน้าที่จะขุดปิระมิดของฟาโรห์ต่อไป เพราะเขาใฝ่ฝันและได้รับแรงดลใจมาหลายปีแล้ว เมื่อเขาเดินทางไปถึงอียิปต์ คำสาปแช่งของฟาโรห์เริ่มปรากฎแววให้เห็น นับตั้งแต่คนงานพื้นเมืองที่จ้างให้มาขุดสุสานใต้ปิระมิดที่ลูซอร์ตื่นตระหนก ล้มเจ็บและหนีหายไป อาร์ธอร์ ไวกัลล์ เพื่อนร่วมทีมที่ใกล้ชิดของเขาคนหนึ่ง ได้เกิดหวาดหวั่นขึ้นมาถึงกับกล่าวว่า "ถ้าหากคาร์นาร์วอนยังคงดื้อดึงขุดสุสานต่อไป ชีวิตเขาจะไม่ยืนยาว" ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2466 คาร์นาร์วอน และคณะได้ขุดปิระมิดเข้าไปถึงสุสานห้องที่ไว้พระศพของฟาโรห์ตุตันคาเมน ภายในนั้น ลอร์ดคาร์นาร์วอน และ โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ คู่หุชาวอเมริกันได้พบทรัพย์สมบัติจำนวนมากทั้งเพชรนิลจินดา รวมทั้งโลงทองคำที่บรรจุมัมมี่ของพระศพยุวกษัตริย์ เหนือสุสานนี้มีข้อความอักษรอียิปต์โบราณซึ่งแปลได้ว่า "มัจจุราชจะมาสู่ผู้ซึ่งรบกวนการบรรทมของฟาโรห์" สองเดือนต่อมาลอร์ดคาร์นาร์วอน ซึ่งตอนนั้นมีชื่อเสียงขึ้นมาในการค้นพบขุมทรัพย์ ได้ตื่นขึ้นภายในห้องที่โรงแรมคอนติเนตอลและกล่าวว่า "เหมือนกับอยู่ในขุมนรก" ซึ่งเป็นจังหวะที่ลูกชายของเขาเข้ามาในห้องนั้นพอดี หลังจากนั้น ลอร์ดคาร์นาร์วอน ก้ไม่ได้สติ คืนนั้นเอง ความตายได้มาคร่าชีวิตเขาไป ลูกชายของเขาได้เล่าถึงเหตุการณ์ตอนนั้นว่า "แสงสว่างเหมือนดูเหมือนจะเรื่องรุ่งขึ้นไปทั่วนครไคโร ผมต้องจุดเทียนแล้วสวดมนต์" ความตายของ ลอร์ดคาร์นาร์วอน มาจากถูกยุงกัดทำให้เป็นนิวมอเนีย แต่ที่น่าประหลาดอย่างยิ่งที่มัมมี่ของยุวกษัตริย์ฟาโรห์ก็มีรอยยุงกัดที่แก้มซ้าย ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่ ลอร์ดคาร์นาร์วอน ถูกยุงกัดเหมือนกัน หลังจากนั้นไม่นานนัก ความตายก็มาเยือนที่โรงแรมคอนติเนตอลอีก อาร์เธอร์ แมค นักโบราณคดีอเมริกันซึ่งร่วมทีมกันขุดสุสานครั้งนี้ด้วย ได้อุทธรณ์ว่าเขารู้สึกเหนื่อยอ่อน แล้วทันใดนั้นก็เข้าขั้นโคม่าเขาหมดลมก่อนที่หมอจะมาถึง และทางแพทย์ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาตายด้วยโรคอะไร ความตายได้มาเยือนผู้เชี่ยวชาญไอยคุปต์อีกคนหนึ่ง เขาคือ จอร์จ กูล์ด เพื่อนสนิทของคาร์นาร์วอน ซึ่งได้รีบเดินทางมาอียิปต์หลังจากได้ทราบข่าวมาณกรรมของคาร์นาร์วอน กูลด์ ได้เดินทางไปที่สุสานของฟาโรห์ ในวันต่อมาเขาล้มฟุบลงด้วยเป็นไข้ขึ้นสูง อีก 12 ชั่วโมงต่อมาเขาถึงแก่กรรม อาร์ซิบัลด์ เรียด นักรังสีวิทยาที่ฉายเอ็กซ์เรย์มัมมี่พระศพฟาโรห์ได้ถูกส่งตัวกลับอังกฤษเพราะเกิดอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาเฉย ๆ แล้วก็ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ริชาร์ด เบธเฮลล์ เลขาส่วนตัว คาร์นาร์วอน ในการขุดค้นสุสานครั้งนี้พบว่านอนตายอยู่บนเตียงเนื่องนากหัวใจวาย โจเอล วูล ซึ่งเป็นแขกเชิญชุดแรกที่ไปดูสุสาน ตายในเวลาถัดมาไม่นานนัก ด้วยไข้ลึกลับที่แพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยได้ ภายในเวลา 6 ปีที่มีการขุดสุสานฟาโรห์ตุตันคาเมน ผุ้ที่ได้ร่วมขุดค้นได้ตายไปถึง 12 คน และภายใน 7 ปีมีเพียง 2 คนเท่านั้นที่ร่วมในการขุดมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้ยังมีผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือใกล้ชิดผู้ที่ขุดสุสานจำนวน เกือบ 22 คน ได้ถึงแก่กรรมในเวลาไม่สมควร เช่น เลดี้คาร์นาร์วอน อีกคนหนึ่งทีฆ่าตัวตายด้วย เนื่องจากเกิดเป็นบ้าขึ้นมา มีผู้เดียวที่ร่วมเป็นหัวหน้าในการขุดสุสานฟาโรห์ที่โชคดีมีชีวิตอยู่คือ โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ แต่ก็มาตายตามธรรมชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2482 แต่ถึงกระนั้นคำสาปแช่งของฟาโรห์ก็ยังสำแดงอิทธิฤทธิ์ในปีต่อ ๆ มาอีด ในปี พ.ศ. 2509 โมหะเม็ด อิบราฮัม ผู้อำนวยการพิพิภัณฑ์โบราณของอียิปต์ ซึ่งทางรัฐบาลของเขาได้สั่งให้นักทรัพย์สมบัติของฟาโรห์ ตุตันคาเมนไป จัดแสดงที่ปารีส ฝรั่งเศส เขาได้คัดค้านคำสั่งของรัฐบาล และเขาฝันว่าเขาได้เผชิญกับภยันตราย ถ้าหากทรัพย์สมบัติของฟาโรห์ถูกส่งออกนอกอียิปต์ หลังจากหารือกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลและคัดค้านไม่สำเร็จแล้ว ระหว่างที่เขาเดินทางกลับก็ถูกรถชนเสียชีวิต 3 ปีต่อมา ริชาร์ด อดัมสัน วัย 70 ปี ซึ่งเคยเป็นองค์รักษ์ให้แก่ ลอร์ดคาร์นาร์วอน ในการขุดสุสานฟาโรห์และยังมีชีวิตอยู่รอดเหลืออยู่คนเดียว ได้ให้สัมภาษณ์ทีวีอังกฤษถึงอิทธิฤทธิ์คำสาปแช่ง เขากล่าวว่า "ผมไม่เชื่อในคำสาปแช่ง" แต่หลังจากเดินออกจากสถานนีโทรทัศน์นั่งแท็กซี่กลับบ้าน ก็เกิดอุบัติเหตุเหวี่ยงเขาตกลงจากรถ และมีรถบรรทุกคันหนึ่งแล่นเฉียดหัวเขาไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้น ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่อดัมสันได้ถูกฤทธิ์ของของคำสาปแช่งครั้งแรกเมื่อเขา กล่าวว่าไม่เชื่อคำสาปแช่ง เมียเขาตายภายใน 24 ชั่วโมง ครั้งต่อมา ลูกเขาสันหลังหักจากเครื่องบินตก
เครดิต : http://xchange.teene...showtopic=40101

ใครบังอาจขุดสุสานต้องมีอันเป็นไป ท่ามกลางดึกอันเงียบสงัดที่บ้านในชนบทประเทศอังกฤษ สุนัขตัวหนึ่งได้หอนอย่างโหยหวน เสียงของมันทำให้ทุกคนในบ้านนั้นตื่นขึ้นมาด้วยความเสียวสยองขนลุกไปตาม ๆ กัน มันเฝ้าแต่หอนจนเหนื่อยอ่อนล้มฟุบขาดใจตายไปอย่างเวทนา เหตุการณ์ประหลาดนี้เกินขึ้นที่บ้านของนักโบราณคดีสมัครเล่น ลอร์ดคาร์นาร์วอน อายุ 57 ปี ที่แฮมไชร์ ในเวลาเดียวกับที่สุนัขส่งเสียงหอนนั้น ห่างออกไปหลายพันไมล์ ลอร์ดคาร์นาร์วอน เองกำลังอยู่ในขั้นโคม่า ทุรนทุรายใกล้จะตายอยู่ในห้องโรงแรมคอนติเนตอล นครไคโร ประเทศอียิปต์ นี่คือที่มาจากอาถรรพ์คำสาปแช่งของฟาโรห์ ยุวกษัตริย์ตุตันคาเมน แห่งอียิปต์โบราณ ได้สำแดงอิทธิฤทธิ์คร่า 2 ชีวิตแรก สุนัขและเจ้าของ แล้วติดตามต่อมาด้วยความตายอย่างลึกลับอีกหลายชีวิต ด้วยคำสาปแช่งนี้ ลอร์ดคาร์นาร์วอน เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอียิปต์โบราณได้ทราบดีมาก่อนแล้ว ในระหว่างที่เขาวางแผนการที่จะขุดค้นหาขุมสมบัติในสุสานฟาโรห์ ขณะที่เขายังอยู่อังกฤษ ได้รับคำเตือนจากเคานต์ฮามอน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องไอยคุปต์อีกคนหนี่งว่า " ท่านลอร์ดไม่ควรที่จะเข้าไปในสุสานฟาโรห์ เพราะจะพบกับความวิบัติ ถ้าหากยังขัดขืนไม่เชื่อฟังจะได้รับความทุกข์ทรมานจากความเจ็บไข้ และไม่อาจรักษาได้ ความตายจะมาหาท่านเองใน อียิปต์" ลอร์ดคาร์นาร์วอน ก็มีความวิตกกังวลในเรื่องนี้อย่างยิ่ง เขาได้ไปหารือกับโหรที่มีชื่อเสียงถึง 2 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งเขาก็ได้รับคำทำนายว่า จะพบกับความตายอย่างลึกลับ แม้ว่าจะมีความวิตกกังวลในเพียงใด ลอร์ดคาร์นาร์วอน ได้เดินหน้าที่จะขุดปิระมิดของฟาโรห์ต่อไป เพราะเขาใฝ่ฝันและได้รับแรงดลใจมาหลายปีแล้ว เมื่อเขาเดินทางไปถึงอียิปต์ คำสาปแช่งของฟาโรห์เริ่มปรากฎแววให้เห็น นับตั้งแต่คนงานพื้นเมืองที่จ้างให้มาขุดสุสานใต้ปิระมิดที่ลูซอร์ตื่นตระหนก ล้มเจ็บและหนีหายไป อาร์ธอร์ ไวกัลล์ เพื่อนร่วมทีมที่ใกล้ชิดของเขาคนหนึ่ง ได้เกิดหวาดหวั่นขึ้นมาถึงกับกล่าวว่า "ถ้าหากคาร์นาร์วอนยังคงดื้อดึงขุดสุสานต่อไป ชีวิตเขาจะไม่ยืนยาว" ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2466 คาร์นาร์วอน และคณะได้ขุดปิระมิดเข้าไปถึงสุสานห้องที่ไว้พระศพของฟาโรห์ตุตันคาเมน ภายในนั้น ลอร์ดคาร์นาร์วอน และ โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ คู่หุชาวอเมริกันได้พบทรัพย์สมบัติจำนวนมากทั้งเพชรนิลจินดา รวมทั้งโลงทองคำที่บรรจุมัมมี่ของพระศพยุวกษัตริย์ เหนือสุสานนี้มีข้อความอักษรอียิปต์โบราณซึ่งแปลได้ว่า "มัจจุราชจะมาสู่ผู้ซึ่งรบกวนการบรรทมของฟาโรห์" สองเดือนต่อมาลอร์ดคาร์นาร์วอน ซึ่งตอนนั้นมีชื่อเสียงขึ้นมาในการค้นพบขุมทรัพย์ ได้ตื่นขึ้นภายในห้องที่โรงแรมคอนติเนตอลและกล่าวว่า "เหมือนกับอยู่ในขุมนรก" ซึ่งเป็นจังหวะที่ลูกชายของเขาเข้ามาในห้องนั้นพอดี หลังจากนั้น ลอร์ดคาร์นาร์วอน ก้ไม่ได้สติ คืนนั้นเอง ความตายได้มาคร่าชีวิตเขาไป ลูกชายของเขาได้เล่าถึงเหตุการณ์ตอนนั้นว่า "แสงสว่างเหมือนดูเหมือนจะเรื่องรุ่งขึ้นไปทั่วนครไคโร ผมต้องจุดเทียนแล้วสวดมนต์" ความตายของ ลอร์ดคาร์นาร์วอน มาจากถูกยุงกัดทำให้เป็นนิวมอเนีย แต่ที่น่าประหลาดอย่างยิ่งที่มัมมี่ของยุวกษัตริย์ฟาโรห์ก็มีรอยยุงกัดที่แก้มซ้าย ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่ ลอร์ดคาร์นาร์วอน ถูกยุงกัดเหมือนกัน หลังจากนั้นไม่นานนัก ความตายก็มาเยือนที่โรงแรมคอนติเนตอลอีก อาร์เธอร์ แมค นักโบราณคดีอเมริกันซึ่งร่วมทีมกันขุดสุสานครั้งนี้ด้วย ได้อุทธรณ์ว่าเขารู้สึกเหนื่อยอ่อน แล้วทันใดนั้นก็เข้าขั้นโคม่าเขาหมดลมก่อนที่หมอจะมาถึง และทางแพทย์ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาตายด้วยโรคอะไร ความตายได้มาเยือนผู้เชี่ยวชาญไอยคุปต์อีกคนหนึ่ง เขาคือ จอร์จ กูล์ด เพื่อนสนิทของคาร์นาร์วอน ซึ่งได้รีบเดินทางมาอียิปต์หลังจากได้ทราบข่าวมาณกรรมของคาร์นาร์วอน กูลด์ ได้เดินทางไปที่สุสานของฟาโรห์ ในวันต่อมาเขาล้มฟุบลงด้วยเป็นไข้ขึ้นสูง อีก 12 ชั่วโมงต่อมาเขาถึงแก่กรรม อาร์ซิบัลด์ เรียด นักรังสีวิทยาที่ฉายเอ็กซ์เรย์มัมมี่พระศพฟาโรห์ได้ถูกส่งตัวกลับอังกฤษเพราะเกิดอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาเฉย ๆ แล้วก็ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ริชาร์ด เบธเฮลล์ เลขาส่วนตัว คาร์นาร์วอน ในการขุดค้นสุสานครั้งนี้พบว่านอนตายอยู่บนเตียงเนื่องนากหัวใจวาย โจเอล วูล ซึ่งเป็นแขกเชิญชุดแรกที่ไปดูสุสาน ตายในเวลาถัดมาไม่นานนัก ด้วยไข้ลึกลับที่แพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยได้ ภายในเวลา 6 ปีที่มีการขุดสุสานฟาโรห์ตุตันคาเมน ผุ้ที่ได้ร่วมขุดค้นได้ตายไปถึง 12 คน และภายใน 7 ปีมีเพียง 2 คนเท่านั้นที่ร่วมในการขุดมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้ยังมีผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือใกล้ชิดผู้ที่ขุดสุสานจำนวน เกือบ 22 คน ได้ถึงแก่กรรมในเวลาไม่สมควร เช่น เลดี้คาร์นาร์วอน อีกคนหนึ่งทีฆ่าตัวตายด้วย เนื่องจากเกิดเป็นบ้าขึ้นมา มีผู้เดียวที่ร่วมเป็นหัวหน้าในการขุดสุสานฟาโรห์ที่โชคดีมีชีวิตอยู่คือ โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ แต่ก็มาตายตามธรรมชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2482 แต่ถึงกระนั้นคำสาปแช่งของฟาโรห์ก็ยังสำแดงอิทธิฤทธิ์ในปีต่อ ๆ มาอีด ในปี พ.ศ. 2509 โมหะเม็ด อิบราฮัม ผู้อำนวยการพิพิภัณฑ์โบราณของอียิปต์ ซึ่งทางรัฐบาลของเขาได้สั่งให้นักทรัพย์สมบัติของฟาโรห์ ตุตันคาเมนไป จัดแสดงที่ปารีส ฝรั่งเศส เขาได้คัดค้านคำสั่งของรัฐบาล และเขาฝันว่าเขาได้เผชิญกับภยันตราย ถ้าหากทรัพย์สมบัติของฟาโรห์ถูกส่งออกนอกอียิปต์ หลังจากหารือกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลและคัดค้านไม่สำเร็จแล้ว ระหว่างที่เขาเดินทางกลับก็ถูกรถชนเสียชีวิต 3 ปีต่อมา ริชาร์ด อดัมสัน วัย 70 ปี ซึ่งเคยเป็นองค์รักษ์ให้แก่ ลอร์ดคาร์นาร์วอน ในการขุดสุสานฟาโรห์และยังมีชีวิตอยู่รอดเหลืออยู่คนเดียว ได้ให้สัมภาษณ์ทีวีอังกฤษถึงอิทธิฤทธิ์คำสาปแช่ง เขากล่าวว่า "ผมไม่เชื่อในคำสาปแช่ง" แต่หลังจากเดินออกจากสถานนีโทรทัศน์นั่งแท็กซี่กลับบ้าน ก็เกิดอุบัติเหตุเหวี่ยงเขาตกลงจากรถ และมีรถบรรทุกคันหนึ่งแล่นเฉียดหัวเขาไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้น ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่อดัมสันได้ถูกฤทธิ์ของของคำสาปแช่งครั้งแรกเมื่อเขา กล่าวว่าไม่เชื่อคำสาปแช่ง เมียเขาตายภายใน 24 ชั่วโมง ครั้งต่อมา ลูกเขาสันหลังหักจากเครื่องบินตก
เครดิต : http://xchange.teene...showtopic=40101
- Posted 15 October 2010 - 02:07 PM
#59
นาสก้าไลน์ เหมือนเจ้าShinporaเลย
- Posted 17 October 2010 - 12:35 PM
#60
หลายๆเรื่องน่าเหลือเชื่อมากค่ะ
เจ้าไก่ไม่มีหัวนี่ก็เหมือนกัน ถ้าสมมติว่าเราเป็นเจ้าของคงช็อกมาก
"แกกลับมาได้งายยยย กรี๊ดดดด ผีหลอกกกก...."
อะไรประมาณนี้แน่ๆเลย
เจ้าไก่ไม่มีหัวนี่ก็เหมือนกัน ถ้าสมมติว่าเราเป็นเจ้าของคงช็อกมาก
"แกกลับมาได้งายยยย กรี๊ดดดด ผีหลอกกกก...."
อะไรประมาณนี้แน่ๆเลย
- Posted 17 October 2010 - 08:00 PM
1 user(s) are reading this topic
0 members, 1 guests, 0 anonymous users



















