มามา กำลังไม่รู่เลยจะเอาเรือไรลง เอาตามรีเควสเลย
เรือหลวงจักรีนฤเบศ

ชื่อเรือ:
• ไทย: ร.ล. จักรีนฤเบศร
• อังกฤษ: HTMS CHAKRI NARUEBET
สั่งต่อเรือ: 27 มีนาคม พ.ศ. 2535
ต่อขึ้นที่: อู่ต่อเรือบาซาน เมืองเฟรรอล ประเทศสเปน
งบประมาณ: 7,100 ล้านบาท
วางกระดูกงู: 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2537
ปล่อยลงน้ำ: 20 มกราคม พ.ศ. 2539
ขึ้นระวาง: 20 มีนาคม พ.ศ. 2540 (13 ปี)
ประจำการที่: ฐานทัพเรือสัตหีบ
รหัสประจำเรือ: 911
คำขวัญ: ครองเวหา ครองนที จักรีนฤเบศร
สถานะ: อยู่ในประจำการ
ขนาด (ระวางขับน้ำ): เต็มที่ 11,544 ตัน
ความยาว: 182.6 เมตร (ตลอดลำ)
174.1 เมตร (ดาดฟ้าบิน)
164.1 เมตร (แนวน้ำ)
ความกว้าง: 22.5 เมตร (แนวน้ำ)
30.5 เมตร (สูงสุด)
กินน้ำลึก: 6.2 เมตร
เครื่องยนต์: • เครื่องยนต์ดีเซล Bazán-MTU 16V1163 TB83 จำนวน 2 เครื่อง กำลัง 11,780 แรงม้า
• เครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ GE LM2500 จำนวน 2 เครื่อง กำลัง 44,250 แรงม้า
ใบจักร: • เพลาใบจักร จำนวน 2 เพลา
• ใบจักรแบบปรับมุมใบจักรได้ จำนวน 4 ใบ/พวง
ความเร็ว: • 27 นอต (สูงสุด)
• 12 นอต (มัธยัสต์)
ระยะทางเชื้อเพลิง: • 10,000 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 12 นอต
• 7,150 ไมล์ทะเลที่ความเร็ว 16.5 นอต
ลูกเรือ: • ทหารประจำเรือ 451 คน
• ทหารประจำหน่วยบิน 146 คน
ระบบตรวจการและปฏิบัติการ: • เรดาร์อากาศ Hughes SPS-52C, ย่านคลื่น E/F
• เรดาร์นำร่อง Kelvin-Hughes 1007 จำนวน 2 เครื่อง
สงครามอิเล็กทรอนิกส์และเป้าลวง: เป้าลวง:
• เครื่องยิงเป้าลวง SBROC 4 เครื่อง
• เป้าลวงลากท้าย SLQ-32
ยุทโธปกรณ์: • อาวุธปืน 20 มม. จำนวน 4 แท่นยิง
• SADRAL จำนวน 3 แท่นยิง
อากาศยาน: • เครื่องบินขึ้น-ลงทางดิ่งแฮริเออร์ AV-8S (บขล.1) 9 เครื่อง (ปลดประจำการ)
• เฮลิคอปเตอร์ SEA HAWK S-70B (ฮ.ปด.1) 6 เครื่อง
อุปกรณ์สนับสนุนการบิน: • ดาดฟ้าบิน 174.6 x 27.5 ม.
• สกีจั๊ม 12°
• โรงเก็บสำหรับเครื่องบิน 10 ลำ
ในปี พ.ศ. 2532 ได้เกิดพายุไต้ฝุ่นเกย์ในอ่าวไทยบริเวณจังหวัดชุมพร กองทัพเรือได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล ซึ่งทางกองทัพได้ใช้เรือและอากาศยานในการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ประสบปัญหาคือเรือขนาดใหญ่ที่สุดที่กองทัพเรือมีอยู่ขณะนั้นไม่สามารถทน สภาพทะเลได้ ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยกระทำได้ด้วยความยากลำบาก การมีเรือขนาดใหญ่พร้อมอุปกรณ์ทันสมัยจะสามารถใช้ในการค้นหาและให้การช่วย เหลือผู้ประสบภัยในทะเลได้อย่างรวดเร็วและทันการ และหากว่ามีเฮลิคอปเตอร์ประจำ การบนเรือจะช่วยขยายพื้นที่ในการลาดตระเวนและระยะเวลาในการปฏิบัติการในทะเล ได้เป็นเวลานานและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กองทัพเรือจึงได้มีแนวความคิด ในการสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เพื่อให้สามารถบรรลุภารกิจตามความมุ่งหมาย
แต่เดิมรัฐบาลไทยได้วางแผนจัดซื้อเรือบัญชาการสนับสนุนการยกพลขึ้นบก ขนาดระวาง 7,800 ตันจากบริษัทเบรเมอร์ วัลแคนของเยอรมนี แต่รัฐบาลไทยได้ทำการยกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 รัฐบาลไทยจึงได้เลือกจัดซื้อใหม่จากบริษัทบาซาน ประเทศสเปน ซึ่งเป็นผู้ออกแบบและต่อเรือ ปริ้นซิเป้เดอัสตูเรียส เรือธงของกองทัพเรือสเปนในขณะนั้น คณะรัฐมนตรีของไทยได้มีมติเมื่อ 17 มีนาคม พ.ศ. 2535 อนุมัติให้กองทัพเรือว่าจ้างสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล ลงนามโดยรัฐบาลไทยและรัฐบาลสเปนในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2535 เป็นเงิน 7,100 ล้านบาท
เรือหลวงจักรีนฤเบศรได้เริ่มสร้างในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2536 และมีการวางกระดูกงูในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 เรือทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2539 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรง เสด็จไปทำพิธี ได้มีการทดลองแล่นเรือตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2539-เดือนมกราคม พ.ศ. 2540 ร่วมกับกองทัพเรือสเปนที่โรต้า (Rota) ประเทศสเปน รับมอบเรือและขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2540 โดยมีพลเรือเอก วิจิตร ชำนาญการณ์เป็นผู้รับมอบ เรือได้รับหมายเลข 911 และเดินทางกลับถึงประเทศไทยในต้นเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน เรือได้เข้าประจำการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทรงเจิมเรือหลวงจักรีนฤเบศรเพื่อความเป็นสิริมงคล
กองทัพเรือได้ขอพระราชทานชื่อเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่กองทัพเรือและเป็นขวัญกำลังใจแก่กำลังพลประจำเรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อเรือหลวงลำนี้ว่า เรือหลวงจักรีนฤเบศร แปลว่า ผู้เป็นใหญ่แห่งราชวงศ์จักรี[3]และใช้คำขวัญว่า ครองเวหา ครองนที จักรีนฤเบศร
แต่ในความจริงเรือลำนี้มีจุดประสงค์แอบแฝงมากับการต่อก็คือยุทธปกรณ์สำหรับต่อต้านเรือดำน้ำ เนื่องจากในสมัยช่วงปี2535 มาเลย์เซียได้ซื้อเรือดำน้ำดีเซลรุ่้นใหม่
ซึ่งมีจำนวนถึง20ลำชื่อว่างกองเรืออับดุลรามัน(ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับ) ซึ่งช่วงนั้นเราได้มีกรณีพิพาทเรื่องบ่อก๊าซธรรมชาติซึ่งบ่อนั้นอยู่คาบระหว่างเขตไทยกับมาเลย์เซียพอดี ในช่วงที่มีการส่งมอบเรือดำน้ำ1ลำได้เข้ามาในรัศมีทำการป้องตัวเองของเรือจักรีนฤเบศโดยไม่มีการติดต่อหรือแจ้งวัตถุประสงค์ เรือจักรีจึงทำการป้องกันตัวเองโดยจมเรือดำน้ำลำนั้น โดยทราบอยู่แล้วว่าเป็นเรือของกองเรืออับดุลรามันของมาเลย์เซีย ทำให้น่านน้ำทางอ่าวไทยปลอดภัยจากเรือดำน้ำนานาชาติโดยสิ้นเชิง(มันตื้นอะลึกสุดอ่าวไทยแค่40เมตรนิดๆเอง)
ภารกิจ
เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ ลำแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ [16] มีระวางขับน้ำ 11,544 ตัน สามารถทนต่อคลื่นลมรุนแรงได้ในระดับ 9 ซึ่งคลื่นมีความสูง 13.8 เมตร[17] ทำให้เรือสามารถทำหน้าที่เป็นฐานปฏิบัติการในทะเลต่อระยะทำการของอากาศยาน และเป็นเรือรบปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและปก ป้องอธิปไตยของชาติ
เรือหลวงจักรีนฤเบศรได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจสำคัญในยามสงบและยามสงคราม ได้แก่
* ภารกิจในยามสงบ[17]
o การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ
o ปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล
o ปฏิบัติการอพยพประชาชน
o ปฏิบัติการควบคุมและรักษาสิ่งแวดล้อมในทะเลและบริเวณชายฝั่ง
o คุ้มครองผลประโยชน์ของชาติในทะเล
* ภารกิจในยามสงคราม[17]
o ทำหน้าที่เป็นเรือธง ควบคุม บังคับบัญชากองเรือในทะเล
o ควบคุมการปฏิบัติการป้องกันภัยทางอากาศให้กับกองเรือ
o ควบคุมการปฏิบัติการป้องกันภัยผิวน้ำให้กับกองเรือ
o ควบคุมการปฏิบัติการปราบเรือดำน้ำให้กับกองเรือ
o สนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร
ในช่วงน้ำท่วมเดือนที่แล้วเรือจกรีก็ออกเดินทางไปช่วยเหลือจังหวัดทางภาคใต้โดยทอดสมออยู่ที่เกาะหนูในสงขลา
วิจารณ์ถึงเรือลำนี้
-เรือจักรีมีระวางขับน้ำแค่11000ตันแต่ราคากลับสูงจนเรียกได้ว่าเกือบจะต่อเรือขนาด20000ตันได้เลยซึ่ง7100ล้านบาทนั้นถ้ามองในแง่ต่างๆเอาง่ายๆเลย
ซื้อกริฟเพนได้ 3 ลำ(แต่6ลำพี่แกก็ดันอัดงบไปตั้ง1.9หมื่นล้านบาท)
-จัดซื้อเรือชั้นAEGISแบบกองทัพญี่ปุ่นได้ 1ลำครึ่ง(เอามาอีกสัก2พันล้านก็ได้2ลำแล้ว)
-ซื้ออุปกรณ์ทางทหารบกได้จำนวนมาก
-มองในแง่อีกอย่างคือการต่อเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดเล็กนี้ไม่มีความคุ้มในด้านการทำสงครามเลยส่วนการจัดการเรือดำน้ำใช้เรือเฉพาะทางจะดีกว่ามาก
-มีแค่ลำเดียวซึ่งเหมือนกับเป็นการโดดเดี่ยวเพราะไม่มีเรือชนิดเดียวกันคอยซพพอร์ตกัน
สรุปคือผมมองว่าการต่อเรือขนาดเล็กอย่างนี้ไม่มีความคุ้มค่าและการมีลำเดียวนี่ทำให้ยิ่งแล้วใหญ่เลยท
ในความคิดเห็นของผมคือ เราควรต่อเรือแม่ใช้เองได้แล้ว เรือเราสามารถซื้อเทคโนโลยีต่างชาติได้แต่ถ้าต่อเรือเองเราจะลดต้นทุนต่างๆไปได้เยอะเลยทีเดียว
และสเป็คเราจะต่อใหญ่แค่ไหนก็ได้ซึ่งเราไม่มีสนธิสัญญากับชาติไหนที่จำกัดการต่อเรือและขนาดของเรือ รถถังเองก็เช่นกันเพราะเรามีศักยภาพพออยู่ที่จะผลิตเอง
และการที่กองทัพบ้านเราไม่เปิดกว้างเท่าที่ควรเพราะบ้านเราคัดเอาแต่หัวกระทิเข้าโดยไม่เปิดให้คนที่มีความสามารถในด้านจริงๆเข้าไปทำงานให้กองทัพ
วันนี้ขอจบเพียงเท่านี้นะครับรอบหน้าลุ้นต่อไปว่าผมจะเอาอะไรมาลงดี อิอิ

ขออนุญาติก็อป th.wikiมานะครับเพราะขี้เกียจพิม